ไอเดียอย่างเดียวไม่มีค่า ถ้าไม่ลงมือทำ Wisesight กับความสำเร็จจากการลงมือ..ทำ

“มีแต่ไอเดีย ไม่มีค่าครับ เคยมีน้องมาบอกว่า พี่ ผมมีไอเดียบางอย่าง แต่ผมไม่กล้าบอกพี่ ผมกลัวถูกก๊อป ไอเดียที่ถูกก๊อปได้ ไม่ใช่ไอเดียที่ดีนะครับ เหมือนบอกว่าอยากเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ใครๆ ก็ทำได้ คุณจะรู้ได้ไงว่านั่นคือไอเดียของฉัน มีแต่ฉันเท่านั้นที่จะทำได้”

นี่เป็นคำกล่าวของคุณกล้า ตั้งสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Wisesight ชายหนุ่มผู้ทำความฝันให้เป็นจริง

“ถ้ามีไอเดีย คุณทำเลย ทำผิดตอนนี้ อาจจะเสียเวลา เสียเงิน แต่เชื่อเถอะว่ามันราคาถูกกว่าไปทำผิดในอีกสองปีข้างหน้า”

 

ไอเดียธุรกิจของ Wisesight

Wisesight ก่อตั้งมาแล้วประมาณ 9 ปี แต่ลุยสนามธุรกิจ social data analysis อย่างเต็มตัวประมาณสี่ปีที่ผ่านมา เราทำ social data analysis วิเคราะห์ข้อมูล social media ให้กับลูกค้าเป็นธุรกิจ B2B บางส่วนเป็น global brand ประมาณ 10-20% เป็นแบรนด์ต่างชาติ  ฝั่งธุรกิจมีปัญหาเรื่องการปรับตัว ว่าเขาจะอยู่ในยุคโซเชียลได้ยังไง ปัญหาหลักๆ ที่เขาเจอคือ เขาไม่เข้าใจว่าคนบนโซเชียลทำอะไรกัน สื่อสารแบบไหนถึงจะเวิร์ก ทำแคมเปญแบบไหนถึงจะเวิร์ก ทำไมบางอย่างมัน viral ทำไมบางอย่างใช้งบเท่าไรก็ไม่ดัง คือทั้งหมดนี้มันมาจากปัญหาว่า เขาไม่เข้าใจลูกค้า ไม่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคบนโซเชียล

พอเรามีข้อมูลบนโซเชียลเยอะ เราเลยรู้ว่า คนคนเดียวกันบนโซเชียล กับทางกายภาพ บางทีเขาไม่เหมือนกัน เราสรุปข้อมูลบน social media เพื่อให้แบรนด์เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น

 

ยุคที่ข้อมูล คือขุมสมบัติ

ก่อนที่ผมจะมาทำตรงนี้ ผมเป็น programmer ในบริษัทที่ให้ความสำคัญกับ data สูงมากๆ ของโลก คือ Reuters เรารู้จักในฐานะสำนักข่าว แต่จริงๆ เขาเป็นบริษัทขายข้อมูล ข้อมูลที่ขายได้แล้วได้เงินเยอะ หนึ่งในนั้นคือข้อมูลข่าว เขาก็ส่งนักข่าวไปอยู่ทุกที่ เพราะข่าวคือข้อมูล ผมทำงานที่นั่นหลายปี ก็เลยรู้ว่า ข้อมูลเนี่ยมีมูลค่า ถ้ามันเอาไปไว้ถูกคน ถูกเวลา แล้วข้อมูลบนโซเชียลมีเดียมันมีค่า แต่มันเป็นข้อมูลดิบ เราก็เอามาปรุงให้เป็นข้อมูลที่มีค่า แล้วเอามาเสิร์ฟให้กลุ่มธุรกิจ

แน่นอนว่า ข้อมูลแบบนี้ เอาไปให้คนธรรมดา เขาไม่รู้จะเอาไปใช้อะไร แต่เอาไปให้นักธุรกิจ มันเป็นข้อมูลที่เขาพร้อมจะซื้อ ก็พิสูจน์มา 4-5 ปี แล้วว่าทำได้ ก็เชื่อว่าเราน่าจะมาถูกทาง และผมยังมองไม่ออกว่าในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า เราจะเลิกใช้ข้อมูลได้ยังไง

 

สร้างธุรกิจข้อมูล ต้องแตกต่างและเหนือคู่แข่ง

อย่างแรกคือเราเก็บ data มาไว้ตั้งแต่แรก คือ data บน social media ในประเทศไทย เราเก็บมาไว้ประมาณ 4 ปี ถ้าจะค้น data ว่าสงกรานต์ 3 ปีที่แล้ว เกิดอะไรขึ้น…เรามี แล้วสิ่งที่ค้นได้จะไม่เหมือน google สิ่งที่เรามีคือ บนโซเชียลพูดอะไรกันบ้าง ครอบคลุม Twitter Instagram Facebook ที่เป็นสาธารณะ เราไม่ได้เก็บ timeline ผู้คน เพราะมันเป็น privacy แต่เราครอบคลุม YouTube พันทิป เว็บบอร์ดอีกท็อป 200 เว็บของประเทศไทย

อันที่สองคือ จาก coverage ที่น่าจะครอบคลุมที่สุดในประเทศ การเก็บ data มันมี cost เรามีข้อความน่าจะเกิน 1 หมื่นล้านข้อความ server เราเก็บข้อมูลประมาณ 10-12 ล้านข้อความทุกวัน สิ่งที่เราเก็บ บางส่วนใช้ได้ บางส่วนใช้ไม่ได้ แต่เราเก็บ เพราะไม่รู้ว่าวันไหนจะได้ใช้ นี่คือการทำงาน คือเราเก็บ data มาก่อนแล้วค่อย process มัน

ข้อที่สามคือ เรามุ่งเน้นทำ data ให้มีคุณภาพสูง เพราะเราเชื่อว่ามันมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ ต่อการวางกลยุทธ์ เราสามารถ test กลยุทธ์ได้ เราเชื่อว่ามันมีผลมากครับ ข้อมูลมันมีคุณค่าในการตัดสินใจมากขึ้น จากที่แต่ก่อนเราใช้กึ๋นผู้บริหารในการตัดสินใจ แต่ตอนนี้ความต่างของวัย แต่ละ Gen ต่างกัน ต้องเข้าใจซึ่งกันและกันถ้าอยากสื่อสารกับเขา แบรนด์จึงเริ่มใช้ data ประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น แบรนด์ที่ทำแบบนี้จะทำอะไรปังๆ ได้มากขึ้น

 

ความยากในการทำธุรกิจให้เป็นจริง

ผมไม่มองเป็นความยาก มองเป็น challenge เพราะทำอะไรก็ยาก ปลูกผัก ไถนา ขับแท็กซี่ ยากหมด ทุกที่มีปัญหาหมด ไม่มีปัญหาไม่มีงาน มองเป็น challenge มันสนุก แล้ว challenge ของธุรกิจ big data คือ ไม่มีใครเก่งจริง เพราะว่าธุรกิจมันเร็วมาก อันที่สองคือไม่มีใครเรียนมาตรงทาง เพราะเรื่องนี้มันล้ำเกินกว่าระบบการศึกษาจะมีหลักสูตรได้ อีกกอย่างคือ มันเป็นเรื่องใหม่ เราต้องทำการ educate เยอะ เราขายบางอย่างที่ ถ้าเป็นคนที่เห็นคุณค่า มันจะมีมูลค่าสูงมาก แต่ถ้าเป็นคนที่ตามกระแสแต่ไม่เห็นคุณค่าจริงๆ ก็จะรู้สึกว่า ทำไมมันแพงจัง เพราะว่ากว่าจะทำได้ขนาดนี้ก็ใช้ต้นทุนสูงเหมือนกัน

 

หากท้อแท้ในการที่จะทำธุรกิจให้เป็นจริง

ถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่ามาผิดทางหรือเปล่า แล้วก็พยายามพิสูจน์ให้ได้ว่าเราไม่ได้มาผิดทาง ก็ใช้วิธีแบบนักวิทยาศาสตร์ เวลาพวกนี้เขาจะพิสูจน์อะไรบางอย่างว่าถูก เขาต้องพิสูจน์ว่า ไม่มีอะไรที่พิสูจน์ได้ว่าผิด ตราบใดที่เรายังตอบได้ว่า เรามาผิดทาง เราก็ยังไม่อยู่บนทางที่ถูก แต่ถ้าเราถามว่า เฮ้ยเรามาผิดทางเปล่าวะ แล้วตอบว่า ไม่รู้ว่ะ ไม่ใช่นะ ทุกอย่างไม่ใช่ sign ว่าเรามาผิดทาง นั่นแหละแปลว่าเรามาถูกทางแล้ว ทางที่ถูกไม่ได้มีทางเดียว

เราเรียกสิ่งนี้ว่าการเรียนรู้ ยิ่งรู้มากเราทำอะไรก็ได้ คนฉลาดกว่าย่อมเก่งกว่า เราเรียนรู้ไปกับลูกค้า ว่าของแบบนี้มันใช้ประโยชน์ได้ ของแบบนี้ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ดังนั้นในทุกๆ สถานการณ์ เรา win หรือเรา learn เราไม่มี lose สิ่งนี้ทำให้เราไม่ต้องแคร์ว่า เราเก่งที่สุดหรือเปล่า แต่ขอแค่เราเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ โดยการทำผิดให้น้อยลง แต่ถ้าเราไม่ทำผิดเนี่ย เราจะทำผิดให้น้อยลงได้ไหม สิ่งที่ดีกว่าไม่ทำผิดเลย คือทำผิดแล้วทำได้ถูก

 

เริ่มทำธุรกิจต้องเตรียมตัวให้พร้อม

ไม่มีใครเคยพร้อมครับ มันมีแค่ว่า อีก 5 ปี จะเสียดายไหม ถ้ารู้ว่ามีคนทำอย่างนี้สำเร็จ แล้วเขาคิดได้ทีหลังเรา ผมเคยผ่านจุดนั้นมาเยอะแยะ มีหลายอย่างที่คิดไว้แต่ไม่ได้ทำ เพราะยุ่ง ไปทำอย่างอื่นอยู่ แล้วมาเห็นว่า โอ้ มันทำได้ว่ะ

บริษัทที่เป็น social data analytics เนี่ย ก่อนที่ผมจะเลี้ยวเข้ามาทางนี้เต็มๆ มีคนที่เดินเข้ามาแล้วดูว่าผมทำอะไร ผมทำเล่นๆ อยู่ในโน้ตบุ๊กตัวเอง แต่ยังไม่ได้เปิดออกขาย เขาเห็น แล้วก็ไปทำขาย แล้วก็ขายได้ ผมเลยเลี้ยว ผมก็เสียดายว่าตอนนั้นโดนก๊อปไอเดีย แต่ถ้าเรามัวจมอยู่กับความคิดว่า เราโดนก๊อปไอเดีย เราไปมัวโวยวาย หาคนผิด โน่นนี่นั่น แล้วเมื่อไรเราจะประสบความสำเร็จล่ะ การมัวไปนั่งโวยวายก็เท่ากับเราเป็นคนขี้แพ้ คนพวกนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จ

 

อนาคตของข้อมูลบน Social Media

Chat จะมา ทุกอย่างจะอยู่ใน Chat มากขึ้น ตอนนี้หลายอย่างอยู่แล้ว แต่ต่อไปจะทุกอย่าง Chat จะกลายเป็นโซเชียลอันใหม่ เพราะว่าแบรนด์ไม่สามารถทำเพจได้แบบแชท แต่ลูกค้าพยายามที่จะแชทกับแบรนด์ แบรนด์ก็อยากขายของ มันจะมีรูปแบบการทำธุรกิจอีกแบบหนึ่งอยู่ในนั้น

สอง การ personalize พอโซเชียลมา ยิ่งตอกย้ำว่าเราไม่เหมือนใคร ฟีดบนโซเชียลของเราไม่เหมือนใคร แม้ว่าเราจะทำงานที่เดียวกัน อายุเท่ากัน เพศเดียวกัน แต่ฟีดบนโซเชียลของเราไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราต้องการของที่มัน personalize สำหรับเรามากขึ้น เราไม่ต้องการของที่เหมือนคนอื่น แบรนด์ควรจะเริ่มปรับตัว สิ่งที่ exclusive เพื่อคุณเท่านั้น มันจะมา

สาม คือเรื่องนวัตกรรม 4.0 ที่เป็น cyber physical ทุกอย่างจะต้องไม่มีคำว่า online และ offline 4.0 มันหมายถึง cyber physical  คือเทรนด์นี้มันจะมาเป็นจริงในบ้านเรา ทั้งโลกมันเป็นอย่างนี้แล้ว เดี๋ยวมันก็เข้ามาอยู่ในบ้านเรา

 

‘ต้องบ้า’ ธุรกิจจึงจะสำเร็จ

บ้า ต้องบ้า คือ มันไม่มีที่ที่คนธรรมดาจะประสบความสำเร็จได้ คนบ้าคือคนที่ทำอะไรจริงจัง และหมกมุ่นอยู่กับเรื่องอะไรบางอย่าง บ้าที่จะเปลี่ยน เพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาเดิมๆ ได้ด้วยวิธีเดิมๆ เราต้องบ้าพอ เส้นเล็กๆ ระหว่างความบ้ากับคนอัจฉริยะมันนิดเดียว

 

นักลงทุนต้องดีด้วย ธุรกิจถึงจะเติบโต

2 ปีที่แล้วเราประกาศอยากหานักลงทุนเพิ่ม แล้วเราก็เจอ invest venture เป็นผู้จัดการการลงทุน ที่เรียกว่า SMEs private equity trust fund ของที่หนึ่ง ซึ่งระดมโดยออมสินเป็นหลัก เขาเป็น fund manager และพบว่านี่เป็นกองที่มีเงื่อนไขที่ดีมาก เพราะนี่คือการลงทุนโดยรัฐฯ เขาไม่ได้ต้องการ return ในเชิง financial เขามีความเข้าใจว่า SMEs หรือ Startup ในการที่จะเติบโตต้องใช้เงินทุนทำอะไรบ้าง การโยนเงินมาอย่างเดียว โดยไม่เข้ามาช่วยทำงาน เป็นหลุมพรางอันดับต้นๆ เลยของพวก Startup ที่ระดมทุน

“มันดีตรงที่เขาไม่ได้มาโยนให้แล้วหายไปเฉย ๆ”