Smart City ต้องเป็นเมืองแบบไหน แล้วเพื่อนบ้านไทยไปไกลแค่ไหนแล้ว?

เทคโนโลยีหรือสิ่งประดิษฐ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวก และแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ที่ทำให้เราใช้พละกำลังและเวลาในการทำงานบ้านน้อยลง รถยนต์ก็เกิดขึ้นเพื่อลดระยะเวลาและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการเดินทางระยะไกล หรืออย่างสมาร์ทโฟนก็เกิดขึ้นเพื่อทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นได้มากกว่าที่เคย

แต่ถ้าเขยิบถอยออกมาในระดับเมือง หรือ ประเทศล่ะ ต้องมีปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้พื้นที่นั้นๆ น่าอยู่ และช่วยส่งเสริมให้ประชากรมีโอกาส เวลา และเครื่องมือที่ดีพอสำหรับการพัฒนาชีวิตของตนเองและประเทศ นำไปสู่ความเจริญแบบยั่งยืนต่อไป หรือที่ในปัจจุบันเราเรียกกันว่า Smart City

แม้จะไม่ได้มีการระบุเจาะจงอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีดัชนีชี้วัดที่หลายๆ ประเทศยึดถือร่วมกันเป็นแนวทางในการพัฒนา เช่น พลังงานสะอาด ความเร็วอินเตอร์เน็ต ขนส่งสาธารณะ ระบบการเก็บและการเข้าถึงข้อมูลของรัฐ ระบบนิเวศของธุรกิจ หรือการใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาเป็นต้น โดยประเทศในแถบยุโรปที่ถูกจัดให้เป็น Smart City อันดับต้นๆ ก็เช่น เมือง Boston ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยสำหรับการเป็น Smart City หรืออย่างเมือง Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ถูกยกให้เป็นเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐสูงสุด ซึ่งเกิดขึ้นได้จากทำให้งานบริการของภาครัฐอยู่บนระบบดิจิทัลทั้งหมด

แล้วในแถบเอเชียล่ะ มีเมืองไหน ประเทศไหนพอจะเป็น Smart City แล้วบ้าง

สิงคโปร์

เป็นประเทศแรกๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประกาศแผนพัฒนาไปสู่การเป็น Smart City พวกเขามีระบบการขนส่งสาธารณะที่ดีเป็นอันดับต้นๆ ครอบคลุมไปทั่วประเทศ ทั้งเข้มงวดเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่า Carbon Footprint มาก โดยโครงการใหญ่เมื่อก่อนของพวกเขา คือการติดโซลาร์เซลล์บน ‘Supertree’ ต้นไม้ประดิษฐ์ยักษ์ที่อยู่ใน Gardens By The Bay สวนสาธารณะไฮเทคขนาดใหญ่ชื่อดัง โดยต้นไม้ยักษ์นี้สามารถดูดซับความร้อน แปรเปลี่ยนมาเป็นพลังงานไฟฟ้า และยังสามารถรองรับน้ำฝนเพื่อนำมาใช้หมุนเวียนในสวนได้อีกด้วย

เวียดนาม

เมืองดานัง เมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของเวียดนามซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในปี 2020 ได้แก้ไขปัญหาการจราจรแออัดด้วยระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพการจราจรแบบตามเวลาจริง อีกทั้งมีแผนการที่จะปรับปรุงเทคโนโลยีจัดการผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะทำให้พวกเขาก้าวสู่เมืองศูนย์กลางเทคโนโลยี ดึงดูดให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำลงหลักปักฐานทำงานกับบริษัทสตาร์ทอัพ และบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีภายในดานัง เพื่อเข้าสู่การเป็น Smart City ต่อไปในอนาคต

จีน

ที่หางโจว เมืองใหญ่ยักษ์ที่เป็นบ้านของผู้คนกว่า 9 ล้านคน ได้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลกับ Alibaba และ Foxconn เพื่อริเริ่มโครงการ ‘City Brain’ ที่มีเป้าหมายว่าจะเปลี่ยนให้หางโจวเป็นเมืองที่ควบคุม ดูแล และแก้ไขปัญหาได้อย่างทันทีและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดย City Brain จะทำหน้าที่เก็บข้อมูลจากปัญหาต่างๆ เช่นปัญหาการจราจรคับคั่ง ความปลอดภัย ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เรียนรู้ปัจจัยทั้งหมด ก่อนจะนำไปสร้างโมเดลการแก้ปัญหาเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำในอนาคต

อินเดีย

ในเมืองปูเน่ หนึ่งในเมืองที่อยู่ในภารกิจสร้าง Smart City 100 เมืองทั่วประเทศของรัฐบาลอินเดีย กำลังอยู่ในกระบวนการที่เรียกว่า ‘Future-Proofing’ โดยเพิ่มพื้นที่สีเขียว เติมชีวิตชีวาและสร้างความเป็นสังคมชุมชน รวมถึงการตั้งหน่วยงานเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นพัฒนาบริการของรัฐ และระบบขนส่งสาธารณะของเมือง โดยที่พวกเขามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ก็คือ การเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดของประเทศอินเดีย

การจะเป็น Smart City ไม่จำเป็นจะต้องวางรากฐานมาตั้งแต่แรก แต่สามารถเป็นไปเพื่อการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เดิมก็ได้ เช่นเมืองซองโด ประเทศเกาหลีใต้ ก็เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลขยะก่อนจะนำไปแปรรูปเป็นพลังงานทางเลือก สร้างกังหันลมยักษ์เพื่อระบายความร้อนภายในเมือง มีระบบเซ็นเซอร์ควบคุมสัญญาณไฟจราจรติดตั้งทั่วเมือง ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตของประชากรและปัญหาชุมชนแออัด

หลักคิดในการเป็น Smart City ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาThumbnailไปสู่ความยั่งยืนนั้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายๆ ระดับ แม้แต่การประกอบธุรกิจขนาดเล็กก็ตาม ที่หากเราเริ่มมองจากปัญหาที่มี ใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ท้อถอยยอมแพ้ที่จะคิดค้นหาทางออก และเมื่อทุกภาคส่วนมีหลักคิดนี้อยู่ในตัวแล้ว ก็เชื่อได้ว่าการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็น Smart City คงไม่ไกลเกินฝัน