8 เรื่อง ‘อย่าทำ’ ถ้าอยากให้ธุรกิจออนไลน์เราปังกว่าคนอื่น

จริงอยู่ว่า ณ เวลานี้ เทคโนโลยีและโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้โอกาสในการทำธุรกิจเปิดกว้างมากขึ้น คนหลากหลายระดับก็สามารถก่อร่างสร้างตัวได้ไม่ยากมากนัก

แต่ก็เช่นเดียวกัน เมื่อทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายดาย มีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเร็ว และสร้างเม็ดเงินได้มหาศาลจากการลงทุนไม่เท่าไหร่ คนจำนวนมากจึงพุ่งตัวเข้าสู่การแข่งขันในตลาดธุรกิจออนไลน์โดยขาดการวางแผนและศึกษามาอย่างดีพอ โดยตัวเลขจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาพบว่าเกือบ 90% ของธุรกิจออนไลน์จะไปไม่รอด และปิดตัวลงภายในระยะเวลาเฉลี่ยเพียง 120 วันเท่านั้นเอง

เกิดเป็นคำถามสำคัญจากคนที่สนใจอยากจะทำธุรกิจออนไลน์ “แล้วต้องทำอย่างไรธุรกิจของเราถึงจะไปรอด” หรือ “ธุรกิจที่ล้มเหลวเหล่านั้นทำผิดพลาดตรงไหน” ซึ่งเรารวบรวมคำตอบมาให้แล้ว!

1. ไม่สำคัญพอ

หลายๆ ครั้งธุรกิจที่ล้มเหลวก็เกิดจากการคิดไปเองว่าปัญหาที่พวกเขาเห็นนั้นสำคัญ สุดท้ายก็ต้องพบกับความจริงว่า สินค้าและบริการที่พวกเขาคิดค้นออกมานั้นไมได้รับความสนใจเท่าที่ควร
ในทางกลับกันสินค้าและบริการที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ เริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหา ทำความเข้าใจกับปัญหา อย่างเช่น Grab ที่เห็นปัญหาของการเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ และการวิ่งรถเปล่าหาลูกค้าอย่างไร้จุดหมาย เมื่อเห็นโอกาสในการเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างกัน พวกเขาจึงประสบความสำเร็จ

ทำไมปัญหาที่สำคัญพอถึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับธุรกิจคุณ? คุณลองคิดดูว่าถ้าสามารถคิดค้นผลิตยารักษามะเร็งได้ คุณแทบจะไม่ต้องห่วงเรื่องการหาลูกค้าเลย เพราะมันเป็นปัญหาที่สำคัญ มีคนมากมายต้องการ

2. ไม่ฟังลูกค้า

สาเหตุหนึ่งของปัญหาข้างบนก็คือ คุณไม่ฟังความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า บางรายก็ไม่เคยออกไปคุยเพื่อเก็บข้อมูลเลยด้วยซ้ำ หรือเมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจไปได้แล้วสักพัก หากมีลูกค้าคอมเมนต์ ติชม แนะนำ ขอเงินคืนหรืออะไรก็ตาม บางคนกลับรู้สึกโมโหและทำให้เรื่องเลวร้ายลงไปอีก

วิธีแก้ไขนั้นไม่ยากและก็ไม่ง่าย คือต้อง Make sure ก่อนว่าเราไม่ได้คิดไปเอง ลองออกไปคุยกับคนที่คิดว่าเขาน่าจะประสบปัญหานั้นๆ เก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด แล้วจึงหาทางออกเพื่อสร้างเป็นสินค้าในลำดับต่อไป และเมื่อลูกค้าคอมเมนต์กลับมาก็โปรดฟังพวกเขาอย่างตั้งใจ นำกลับมาปรับปรุงและพัฒนา เพราะสัญญาณเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุมีผล หากคุณละเลยไป ก็จะส่งผลร้ายตามมาในเร็ววัน

3. ไม่มีความแตกต่าง

‘ทำไมเราต้องเลือกสินค้าของคุณ’ เป็นคำถามที่ตัวคุณเองต้องตอบให้ได้ หากในตลาดที่คุณกำลังจะเข้าไปนั้นมีคู่แข่งเยอะ เลิกคิดไปเองว่าถ้าคนอื่นทำแล้วเวิร์ค เราก็น่าจะทำได้เหมือนกัน หรือมั่นใจไปเองว่าทำได้ดีกว่านั้นแน่ๆ เพราะคุณต้องไม่ลืมว่่า คำว่า ‘ดีกว่า’ เป็นเรื่องที่เฉพาะบุคคลมากๆ และยิ่งเมื่อลูกค้าต้องเทียบระหว่างของสองสิ่งแล้ว ลูกค้าก็จะเกิดคำถามเช่นที่ว่าไปข้างต้น และเท่ากับว่ามีโอกาสที่ลูกค้าจะไม่เลือกเรา

ลองเก็บข้อมูลก่อนว่าใครทำอะไรไปแล้วในตลาดนี้บ้าง กลับมาดูตัวเราว่าทำอะไรได้บ้าง ถ้าคุณสามารถทำอะไรที่แตกต่างได้ เมื่อมีคนถามว่า ‘ทำไมเราต้องเลือกสินค้าของคุณ’ คุณจะสามารถตอบคำถามนั้นได้ทันที ฟังดูมีเหตุมีผล และเข้าใจได้ง่าย คุณก็จะเจาะกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น

4. ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสนใจ

สาเหตุต่อเนื่องจากการมองเห็นเพียงความสำเร็จของคนอื่น แล้วกระโจนเข้าไปโดยที่ตัวเองก็ไม่ได้สนใจหรือเข้าใจเรื่องเหล่านั้นดีพอ เปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ ก็เหมือนการเข้าไปจีบผู้หญิงคนที่ไม่ใช่สเป็คของเรา ไม่แม้แต่จะรู้จักมักจี่สิ่งที่เธอชอบด้วยซ้ำ ที่เข้าไปจีบก็เพราะเธอโดดเด่น ใครๆ ก็แย่งกันจีบเธอ แล้วคุณจะได้หัวใจเธอมาครอบครองได้อย่างไร

ธุรกิจก็เช่นกัน มันไม่จำเป็นว่าธุรกิจที่คุณทำจะต้องมาจากสิ่งที่คุณรักและสนใจอันดับที่ 1 ของชีวิต แต่อย่างน้อยก็ขอให้คุณมีความรักความสนใจในสิ่งนั้นบ้าง เพราะนั่นจะเป็นเหมือนพลังแฝงให้คุณก้าวต่อไปในวันที่อะไรก็ไม่เป็นไปตามหวัง

5. ไม่มีเพื่อนร่วมทาง

เพื่อนร่วมทางในที่นี้ไม่ใช่แค่หุ้นส่วนหรือทีมงานเท่านั้น แต่จากคำบอกเล่าของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมักจะบอกว่า คนที่ทำให้เขาผ่านวันร้ายๆ และล้มเลิกการยอมแพ้ได้ คือผู้ประกอบการคนอื่นๆ ที่รู้จักกันต่างหาก เหตุผลที่คนเหล่านี้ (ที่บางคนก็อาจจะใกล้เคียงกับการเป็นคู่แข่ง) ช่วยคุณได้ก็เพราะต่างคนก็ต่างเคยประสบปัญหาคล้ายๆ คุณ เคยผ่านขั้นตอนล้มลุกคลุกคลาน ว่าง่ายๆ ก็เข้าใจหัวอกกันดี

ฉะนั้นทางที่ดีคุณก็ควรจะทำความรู้จักคนทำธุรกิจและผู้ประกอบการ ทั้งคนที่อยู่ในสถานะใกล้เคียงกัน และคนที่ผ่านไปได้แล้ว ซึ่งจะให้คำแนะนำได้ หมั่นแลกเปลี่ยนความคิด สนับสนุนซึ่งกันและกัน ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเงินๆ ทองๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกันเลยก็ยังได้

6. ไม่แน่วแน่พอ

หลายคนก็ตกหลุมกับดักความคิดที่ว่า ‘เจ้าของธุรกิจสามารถใช้ชีวิตได้อิสระตามใจ’ ยิ่งพอเป็นธุรกิจออนไลน์ด้วยแล้ว ก็พาลคิดไปว่าจะต้องมีเวลาทำนั่นนี่มากมาย มันก็จริงอยู่บ้างว่าคุณสามารถทำงานในชุดนอนได้ จะพักงีบหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ยามบ่ายก็ได้

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วก็จำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อน ต้องมีเป้าหมาย ฉะนั้นทักษะการจัดการตัวเองจึงสำคัญมากๆ สำหรับอาชีพที่มีอิสระเช่นนี้ คุณอาจจะเริ่มจากการแบ่งเวลาทำงานที่ชัดเจน กระตุ้นตัวด้วยการแต่งตัวเหมือนไปทำงานออฟฟิศ ร่างเป้าหมายเป็นรายสัปดาห์ เมื่อมีทักษะจัดการตัวเองมากเพียงพอ คุณก็จะสามารยืดหยุ่นการทำงานให้เข้ากับชีวิตตัวเองได้ดีขึ้น

7. ไม่สนใจคู่แข่ง

‘รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง’ เป็นแนวคิดดีๆ ที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังมีหลายๆ ธุรกิจที่ละเลยเรื่องนี้ไป มุ่งมั่นอยู่กับธุรกิจของตัวเองเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มองคู่แข่งและตลาดรอบๆ ตัวเขาบ้าง จนทำให้ธุรกิจเหล่านี้ล้าหลัง ปรับตัวไม่ทันกับการแข่งขันและพ่ายแพ้ไปในที่สุด

การสอดส่องดูตลาดสำหรับธุรกิจออนไลน์ก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก อาจจะลองคัดสรรมาสัก 5 แบรนด์หรือเพจที่คิดว่ามีกลุ่มเป้าหมายและสินค้าใกล้เคียงกัน โดยสิ่งที่ควรดูก็เช่น ความผิดพลาด (ไม่ใช่เพื่อซ้ำเติม แต่เพื่อที่เราจะได้ไม่ผิดบ้าง) สิ่งที่คู่แข่งจะไม่ทำแน่ๆ (บางทีก็อาจเป็นเพราะเขาคิดไม่ถึง บางทีก็เพราะว่าไม่เวิร์ค) และความคิดเห็นจากลูกค้าของเขา ซึ่งท้ายที่สุดจะพบว่าความรู้และไอเดียดีๆ มากมายซ่อนอยู่ในตัวคู่แข่งของคุณนั่นแหละ

8. ไม่ทำสักที

ปัญหาใหญ่ๆ ของคนส่วนมากที่กำลังจะเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ก็คือ มัวแต่คิด ไม่ลงมือทำสักที ซึ่งหากคุณพบว่าสัดส่วนการทำงานของคุณถูกแบ่งให้กับเวลาในการคิดวางแผนมากกว่า 80% คุณควรจะหยุดและลงมือทำ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีวันรู้ว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า

คุณอาจจะเริ่มจากตั้งเป้าหมายเป็นระยะๆ คิดวางแผนให้ดีแล้วลงมือทำ อย่างน้อยคุณก็มั่นใจได้ว่ามันจะไม่เสียหายและไม่เสี่ยงมาก แต่สุดท้ายแล้วมันย่อมง่ายกว่าที่จะจินตนาการถึงความล้มเหลวและความผิดพลาดที่ ‘อาจ’ เกิดขึ้นได้ดังเช่นที่ยกตัวอย่างไปในข้อที่ผ่านๆ มา แต่ทางเดียวที่จะยืนยันความล้มเหลว และเป็นทางเดียวกันที่จะยืนยันได้ว่าธุรกิจของเราจะประสบความสำเร็จ นั่นก็คือการลงมือทำ

ขอเพียงแค่คิดวางแผน ศึกษาให้รอบด้าน มั่นใจในพลังที่ทุ่มเทลงไป ใช้คำแนะนำของเราทั้ง 8 ข้อนี้ตรวจเช็คธุรกิจออนไลน์ของคุณประกอบกันไป เราเชื่อว่าความล้มเหลวไม่เป็นท่าดังเช่นคนทำธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่จะไม่เกิดขึ้นกับคุณ