7 Tips การตลาดสู้ศึก ในวันที่ Facebook ไม่เหมือนเดิม

แม้จะเปลี่ยนรูปแบบ ลดการเข้าถึง หรือมีปัญหาด้านข้อมูลขนาดไหน แต่ดูเหมือนว่า Facebook ก็ยังคงเป็นช่องทางหลักสำหรับผู้ประกอบการหลาย ๆ ราย เพื่อทำให้ตัวเองสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้นอยู่ดี

อ้างอิงจากสถิติเดือนมกราคมมีการระบุว่า Facebook ยังคงครองแชมป์ในประเทศไทยด้วยอัตรา 75% ของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วฐานผู้ใช้งาน Facebook ในประเทศยังคงมีอยู่อีกมาก ด้วยปริมาณผู้ใช้มหาศาลนี้เองจึงทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ตัวเองอยู่รอด หากยังต้องการฝากชีวิตส่วนหนึ่งไว้กับแพลตฟอร์มนี้

และนี่คือ 7 เทคนิคเอาตัวรอด สำหรับใครก็ตามที่ใช้ Facebook เป็นช่องทางทำการตลาด เพื่อพัฒนามันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

1. ใช้ระบบตอบกลับอัตโนมัติให้เป็นประโยชน์

มันคือฟีเจอร์หนึ่งของ Facebook ที่หลายคนมองข้ามไป ในการทำการตลาดนั้นลูกค้าคือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้บริษัทคงอยู่ได้ และมันคงไม่ดีหากเราปล่อยให้ลูกค้าต้องมานั่งรอข้อความตอบกลับอย่างไร้จุดหมาย คุณสามารถทำการตั้งค่าให้มีข้อความตอบกลับอัตโนมัติได้ใน Inbox เพจตัวเองในเวลาที่คุณไม่อยู่หรือไม่ว่าง

แน่นอนว่ารูปแบบการใช้คำก็สำคัญ ทางที่ดีการตอบกลับอัตโนมัติควรเป็นคำสุภาพและอาจมีคำอธิบายคร่าวๆติดไว้ เช่น ช่วงเวลาทำการที่พนักงานจะเข้ามาตอบ หรือมีลิงค์ไปยังวิธีแก้ไขปัญหาผลิตภัณฑ์เบื้องต้น

แม้ไม่มีสถิติออกมาเป็นหลักการมากนัก แต่สิ่งที่เราสามารถเห็นได้ชัดคือมีการทำ Chatbot หรือระบบตอบโต้อัตโนมัติ ขึ้นมาเพื่อตอบคำถามลูกค้า และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้มันฉลาดขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้สำคัญมากขนาดไหน

2. Live เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้า

คงไม่มีใครไม่รู้จักการไลฟ์สดผ่าน Facebook  และแน่นอนว่ามันสามารถประยุกต์ใช้ในด้านการตลาดได้อย่างดี ทั้งในรูปแบบกว้างๆ และเจาะจงกลุ่มลูกค้า ซึ่งมีตัวเลขยืนยันแล้วว่าการไลฟ์นั้นดึงดูดกว่าโพสต์ทั่วๆไปถึง 80% เลยทีเดียว

แน่นอนว่าใครๆก็ไลฟ์ได้ แต่จะไลฟ์ยังไงให้มันดีล่ะ? ทางที่ดีการไลฟ์ในแต่ละครั้งเราควรวางแผน คิดแคมเปญต่างๆไว้ล่วงหน้า เช่น การจัดโปรโมชั่นผ่านไลฟ์หรือการจับรางวัล หรือแม้แต่ใช้คนมีชื่อเสียงเพื่อดึงดูดคนดู

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์กาแฟชื่อดัง Starbucks ที่ทำการไลฟ์อีเวนต์ของตัวเองผ่าน Facebook ในปี 2016 โดยมี CEO ของบริษัทเดินทักทายลูกค้าอย่างเป็นกันเองและตอบคำถามผู้ชมในไลฟ์ด้วย โดยวิดีโอนั้นมียอดคนเข้าไปชมกว่า 1.7 แสนวิว และมีคอมเมนต์ในเชิงบวกจำนวนมาก บางคนถึงกับสั่งกาแฟกันผ่านไลฟ์ทีเดียว

3. ใส่ใจคอมเมนต์ลูกเพจ

นี่เป็นสิ่งที่เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากเพจใหญ่ๆ แอดมินไม่จำเป็นต้องไปตอบทุกคอมเมนต์แต่ต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาบรรยากาศของเพจ เพราะการที่เราปล่อยให้คอมเมนต์ในแง่ลบหรือว่าคอมเมนต์แจ้งปัญหาคาอยู่ในเพจ จะทำให้เพจเราเสียเครดิตได้หากมีคนใหม่ๆเข้ามาเห็น เราจึงควรแก้ปัญหาลูกค้าอย่างรวดเร็ว หรือมีการตอบข้อสงสัยให้ชัดเจนเพื่อแสดงให้เห็นว่าเพจและคนจัดการเพจมีความเป็นมืออาชีพมากพอ

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดเห็นจะไม่พ้นเพจ KFC ที่ทางแอดมินเพจมีการแก้ปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าฝ่ายลูกค้าจะคอมเมนต์มากวนกันกันขนาดไหน มิหนำซ้ำ KFC ยังมีลูกล่อลูกชน และการตอบกลับแบบฮาๆที่สามารถโยงไปถึงสินค้าของตัวเองได้เสมอ จนกลายเป็นกระแสไปพักใหญ่ในโลกโซเชียลเลย

4. ใช้ปก Facebook ให้เป็นประโยชน์

มันคืออีกอย่างที่ถูกมองข้าม รูปปก Facebook คือสิ่งที่ผู้เข้ามาเห็นก่อนโพสต์แต่ละโพสต์เสียอีก การเพิ่มข้อความเกี่ยวกับโปรโมชั่นหรือข้อความโปรโมทสินค้าอย่างง่ายๆไว้ในรูปปก จะทำให้ลูกค้าหรือคนที่คลิกเข้ามาสามารถรู้ได้ทันทีว่าเรากำลังทำแคมเปญอยู่

เช่น ห้างสรรพสินค้าต่างๆไม่ว่าจะเป็น Central world, Siam Square 1 หรือ The mall ต่างก็เลือกเปลี่ยนหน้าปกเพจให้เข้ากับเทศกาลลดราคาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Summer Sale หรือเทศกาลไหนๆก็ตาม

5. วางกลยุทธ์โฆษณาก่อนโพสต์

แม้ว่าจะจำกัดการมองเห็นแต่การจ่ายเงินให้ Facebook ก็เป็นอีกหนทางที่ทำให้ผู้ติดตามเห็นสินค้าของเรามากขึ้น บ่อยขึ้น ดังนั้นเราควรศึกษากลุ่มเป้าหมายไว้ล่วงหน้าโดยอิงจากสถิติที่ขึ้นอยู่ในเพจก็ได้ว่า คนส่วนใหญ่ที่กด Like ออนกันเวลาไหน กี่คน หากบูสต์โพสต์เวลานี้จะทำให้การโพสต์มีประสิทธิภาพมากขึ้นมั้ย และในเวลาเดียวกันก็ต้องดูด้วยว่าโฆษณาของเราทำให้คนมาซื้อของ หรือมีผลกระทบต่อสินค้าอย่างไร ไม่ใช่ว่าโฆษณาไปแล้วไม่ได้ผลอะไรเลย

ลองสังเกตง่ายๆว่าโพสต์ของเพจของกินต่างๆไม่ว่าจะเป็น KFC, McDonald หรือ Pizza Hut ต่างก็เด้งขึ้นมาหน้าฟีดโดยเฉพาะช่วงที่มีโปรโมชั่นหนักๆหรือโปรโมทเมนูใหม่ๆ นี่คือผลของการวางกลยุทธ์โฆษณา ไม่ใช่ว่าลงทุนให้ทุกโพสต์เด้งขึ้นมาหน้าฟีดลูกค้าจนน่ารำคาญ

6. เน้นการใช้รูปมากกว่าตัวหนังสือ

เราคงรู้กันอยู่แล้วว่าสิ่งต่างๆในโซเชียลมีเดียเคลื่อนไหวกันเร็วมาก มันมีโอกาสเพียงไม่กี่วินาทีที่ผู้คนในเฟสบุ๊คจะมองเห็นโพสต์ของคุณแม้ว่าจะทำการโฆษณาแล้วก็ตาม ดังนั้นจึงควรเน้นการใช้รูปมากกว่าพิมพ์ข้อความเปล่าๆ เพราะตัวเลขทางสถิติยืนยันว่าหากใช้รูปในการโพสต์ล่ะก็ มีโอกาสที่จะได้ไลค์เพิ่มขึ้นกว่า 53% และคอมเมนต์อีก 103%

แน่นอนไม่ใช่แค่รูปสวยๆที่จะทำการตลาดได้ดี เราควรเพิ่มเทคนิคลงไปด้วยข้อความที่สั้น กระชับ และดึงดูดให้คนอ่านหรือคอมเมนต์ เช่น “ลดราคา 50%” หรือการตั้งคำถาม “คิดว่าสินค้าตัวใหม่ของเราคืออะไร” เพราะยิ่งมีคนสนใจมากเท่าไหร่ Facebook ยิ่งทำให้มันขึ้นบนหน้าฟีดนานเท่านั้น

7. ใช้ Hashtag ให้เป็น

คำว่าใช้เป็น ไม่ได้หมายถึงการใช้จนรกหน้าจอ แต่เป็นการแฮชแท็ก หรือ # อย่างมีคุณภาพ ในหลายๆครั้งผู้คนมักจะเข้าไปศึกษาเรื่องตามเทรนด์ในแฮชแท็กต่างๆ การใช้เพื่อโปรโมทแคมเปญที่เพจสร้างขึ้นจะเป็นหนทางที่ทำให้ลูกค้าหรือผู้ติดตามของเราสามารถเช็ครายละเอียดต่างๆหรือแม้แต่ดูฟีดแบ็คจากสิ่งเหล่านั้นได้

ที่สำคัญคือเจ้า Hashtag มันใช้กันข้าม Platform นะ คือถ้าเกิดเทรนด์อะไรบางอย่างขึ้นมา มันจะไม่หยุดอยู่แค่ใน Facebook แต่มีโอกาสจะยาวไปถึง Twitter หรือ Instragram ได้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นเพื่อให้บริษัทของเรานั้นเปิดกว้างมากขึ้น จึงควรใช้ Hashtag ให้เป็น

ไม่ใช่แค่ 7 ข้อนี้เท่านั้นที่คุณต้องปรับ แต่นี่เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณสามารถเริ่มทำได้เลยตั้งแต่ตอนนี้ ในวันที่ Facebook ได้ลดการเข้าถึงจนแทบไม่มีคนเห็นเพจ หากไม่ตื่นตัว ปรับตัว และพัฒนาเพื่อรับมือกับสิ่งต่างๆแล้วล่ะก็ คุณอาจก้าวตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยนี้ก็เป็นได้