7 กลยุทธ์ ฉุดไม่อยู่ สร้างยอดขายออนไลน์สไตล์หมูๆ ที่เราก็ทำได้!

จะขายสินค้าให้ดี ให้ปังในยุคออนไลน์ที่มีคู่แข่งผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะรับมือได้ การรู้ว่าจะเริ่มต้นที่ไหน และวิธีที่เราจะโดดเด่นจากคู่แข่งนับพันได้ก็นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วยดันยอดขายให้ทะลุเป้าได้ง่าย ๆ กับ 7 กลยุทธ์ปั้นยอดขายธุรกิจออนไลน์ให้ปังกว่าที่เคย

1. หัวข้อต้องปัง ไม่ต้องอ่านเสียงดังๆ ก็จำได้

ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ขายของ หรือคอนเทนต์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับสินค้าที่เราขาย  หัวข้อของคอนเทนต์นั้น เปรียบเสมือนหน้าร้าน  ถ้าหน้าร้านของเราสวย  คนก็อยากเข้ามาเยี่ยมชมของในร้าน  แล้วจะมีวิธีไหนบ้างที่ทำให้หน้าร้านของเราสวยน่ามอง?  มาลองหัดตั้งชื่อหัวข้อคอนเทนต์ตามคำแนะนำเหล่านี้ดู

  • กระชับ ได้ใจความ ใช้คำง่ายๆ แต่กระแทกใจคนอ่าน เช่น  ลงทุนอย่างไร ไม่ให้ถังแตก!
  • ใช้คำที่เล่นกับความรู้สึก เช่น  5 วิธีที่คน ‘อยากผอม’ ต้องอ่าน!
  • ใช้คำตรงกันข้าม เช่น  ต้อง ‘มี’ vs ต้อง ‘ไม่’ สำหรับแม่ค้าออนไลน์มือใหม่
  • ใช้ตัวเลขในการดึงดูดความสนใจ เช่น  7 สิ่งที่ทาสแมวไม่ควรพลาด!
  • ใช้คำคล้องจอง / พ้องรูป / พ้องสระ / พ้องเสียง เช่น  หมูกรอบเยาวราช ถ้าพลาดแล้วจะเสียใจ!

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง นอกจากหัวข้อคอนเทนต์ที่ดึงดูดใจลูกค้าแล้ว  อย่าละเลยเนื้อหาในคอนเทนต์เป็นอันขาด  หัวข้อของคอนเทนต์ต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่เราต้องการจะสื่อ  และเนื้อหาของคอนเทนต์นั้นต้องเกี่ยวเนื่องกับสินค้าที่เราขาย  เนื้อหาบทความควรกระชับ  ไม่เป็นน้ำท่วมทุ่งจนผักบุ้งโหรงเหรง

2. Micro Content เล็กพริกขี้หนู ดูแปบเดียวก็จำแบรนด์ได้

Micro Content  หมายถึง สื่อใดก็ตามแต่ ที่เราสามารถสื่อสาร หรือดึงดูดความสนใจ ในระยะเวลาสั้นๆ  โดยที่ไม่ต้องลงลึกถึงรายละเอียดมากนัก (ถ้าลงลึกในรายละเอียด จะเรียกว่า Macro Content)  ไม่ว่าจะเป็น  รูปภาพ  วิดีโอ  Infographic  การ์ตูนสั้นๆ  คลิปเสียง  รวมถึงภาพ GIFs  สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราก็คงได้เห็นกันบ้างแล้วในโลกโซเชียล  เช่น คลิปวิดีโอสาธิตการทำอาหารของ Tasty  วิดีโอนำเสนออาหารร้านเด็ดของ Wongnai  หรือข่าวสารต่างๆ ที่เป็นประโยคสั้นๆ ตามแฮชแท็ก ใน Twitter

ในยุคที่โทรศัพท์มือถือได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คน จนแทบจะกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกาย  บวกกับเวลาอันเร่งรีบในแต่ละวัน  ทำให้พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ มักจะชอบเสพสื่อที่ใช้เวลาสั้นๆ  Micro Content จึงกลายเป็นคำตอบที่ตรงจุดในยุคนี้  และแน่นอนว่า การสร้าง Micro Content นั้น ต้องอาศัยไอเดียในการสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถดึงความสนใจ  และสร้างการจดจำให้ได้ ภายในระยะเวลาอันสั้น

3. ดึงดูดสายตาด้วย Infographic

Infographic เป็นหนึ่งใน Micro Content ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้  พฤติกรรมคนเรามักจะสนใจรูปภาพสวยๆ มาก่อนตัวหนังสือยาวเหยียดเต็มจอเสมอ  ข้อดีของ Infographic นั้น  นอกจาก ว่าที่ลูกค้าของเราจะสามารถย่อยสาระที่เราต้องการจะสื่อได้โดยง่ายแล้ว  การออกแบบภาพสวยๆ ยังสามารถยั้งสายตา(มือ) ให้หยุดมอง(ไถ) ได้โดยง่ายอีกด้วย

นอกเหนือจากข้อดีข้างต้นแล้ว การมี Infographic เจ๋งๆ ยังเป็นการเพิ่ม Value Back Links กลับมาหาคอนเทนต์ของคุณอีกด้วย  ซึ่งแน่นอนว่า มีผลต่อการทำ SEO ด้วยเช่นกัน  ฉะนั้นแล้ว การลงทุนไปกับการสร้าง Infographic จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการสื่อสารกับลูกค้าของเราได้อย่างยอดเยี่ยม

หลายท่านคงเคยผ่านตากับเพจ Jones Salad ร้านขายสลัดผักเพื่อสุขภาพ กันมาบ้างแล้ว  แต่ก่อนหน้านี้ ใครจะไปคาดคิดว่า การขายสลัดผัก จะสามารถต่อยอดให้มี Follower ได้มากกว่าล้านคนได้  วิธีที่ Jones Salad ใช้  คือการสร้าง Infographic ให้ความรู้ด้านสุขภาพที่อ่านเพลิน  และย่อยง่าย ให้กับ Follower ของเขาอยู่เสมอๆ  นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่สามารถสร้าง Brand Awareness  จากการทำ Infographic ได้อย่างชัดเจน

4. สร้างโปรโมชั่น ชวนเพื่อนสมัครสมาชิก รับของรางวัล

การชวนเพื่อนเข้ามาเป็นสมาชิก แล้วได้รับส่วนลดทั้งคนชวน ทั้งคนถูกชวน   การแอด Line@ หรือ Line Official แล้วได้รับของรางวัล  หรือการสมัครรับข่าวสารผ่านอีเมล์ แล้วได้รับ Code ลดราคา  วิธีการเหล่านี้เป็นวิธีการดึงดูดลูกค้าที่เห็นผลรวดเร็ว ด้วยข้อเสนอที่จูงใจ

และแน่นอนว่าการสมัครรับข่าวสาร ไม่ว่าจะในช่องทางใดนั้น  จะเป็นอีกช่องทางการประชาสัมพันธ์ของเรา  ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทสินค้าตัวใหม่  โปรโมทโปรโมชั่นดีๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย  หรือประชาสัมพันธ์เรื่องทั่วไปของทางร้าน  ซึ่งวิธีนี้ ถือเป็นตัวช่วยในการทำ Remarketing ได้เป็นอย่างดี

5. SEO ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

เราคงเคยได้ยินคำว่า SEO กันบ่อยๆ  ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การที่เว็บไซต์ของเรานั้น ติดอันดับต้นๆ ใน Search Engine อย่าง Google หรือ Bing นั่นเอง  การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization นั้น ถือเป็นสิ่งจำเป็นในยุคนี้เลยทีเดียว  แน่นอนว่า เมื่อผู้คนต้องการซื้อสินค้าอะไร  หรือหาข้อมูล หรือรีวิวต่างๆ เกี่ยวกับตัวสินค้าต่างๆ  ก็มักจะสืบค้นใน Search Engine กันทั้งนั้น

แล้วจะทำ SEO ได้อย่างไร?

การสร้างคอนเท้นต์ ให้ติดใน Search Engine นั้น มีองค์ประกอบหลายๆ อย่าง  เช่น  การสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้มีคุณค่าต่อผู้อ่าน, การใส่ Key Word ในบทความแบบเนียนๆ ในจำนวนที่พอดี, การวางตำแหน่งของ Key Word ไว้ในส่วนของ Headline, จำนวนคำ หรือความยาวของบทความที่เหมาะสม, การทำ Back Link  เป็นต้น

แม้ว่าวิธีนี้จะใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล  แต่ถ้าให้วัดกันในระยะยาวนั้น  วิธีนี้ถือเป็นวิธีที่ลงทุนต่ำ แต่ผลตอบแทบสูงมากเลยทีเดียว  ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน คอนเทนต์ที่มีคุณภาพของเรา ก็จะยังคงอยู่ใน Search Engine ความน่าเชื่อถือในตัวคอนเทนต์ จะส่งผลให้แบรนด์ และสินค้าของเราน่าเชื่อถือตามไปด้วย

6. ลูกค้ามาไว ทันใจด้วยการซื้อโฆษณา

แน่นอนว่า Search Engine ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดนั้นหนีไม่พ้น Google  การทำ SEO ที่ต้องใช้เวลา  อาจไม่ทันใจใครหลายๆ คน  อยากรวยทางลัด ก็ต้องลงทุนเพิ่มกันอีกสักนิด  อีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำให้เราไปอยู่บนหน้าแรกของ Google ได้นั้น คือการซื้อโฆษณา  หรือที่เราเรียกว่าการทำ Google Adwords  ซึ่งปัจจุบันนั้นมีทั้งบริษัท และบุคคลทั่วไปที่รับจ้างทำ Google Adwords  โดยคิดราคาเป็น Pay Per Click หรือคิดราคาต่อจำนวนคลิกนั่นเอง  ซึ่งราคาจะถูก หรือแพง ก็ขึ้นอยู่กับ Key Word ที่เราต้องการ  หากเป็นคำค้นหาที่ใช้บ่อย  มีการแข่งขันสูงในคำนั้นๆ  ราคาต่อคลิกก็จะแพงขึ้น  หรือหากเราต้องการประหยัดเงินทุน  เราก็สามารถศึกษา แล้วทำ Google Adwords ด้วยตัวเอง  เลือกจัดสรรงบประมาณเองก็ได้เช่นกัน

อีกหนึ่ง Social Media ที่ครองใจคนไทยมาหลายปี นั่นก็คือ Facebook  แม่ค้าพ่อค้าออนไลน์ก็ได้อานิสงส์ อาศัย Facebook เป็นหน้าร้านขายของไปด้วยในตัว  ซึ่งปัจจุบันนี้ Facebook เองก็ได้ปรับอะไรหลายๆ อย่างให้เอื้อต่อการขายของออนไลน์มากขึ้น  การซื้อโฆษณาของ Facebook จะถูก หรือแพงนั้น  ขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถยิงโฆษณาไปตรงกลุ่มเป้าหมายของเราหรือไม่  ข้อได้เปรียบคือ Facebook นั้นมีข้อมูลของผู้ใช้งานที่ถูกเก็บอยู่ในฐานข้อมูลมากมายนับไม่ถ้วน  จากที่มีหน้าร้านที่ขายได้แค่ในจังหวัดของตัวเอง  ก็สามารถขยายกลุ่มลูกค้าไปทั่วประเทศ  หรือทั่วโลกเลยก็ย่อมได้

7. อัพเดทคอนเทนต์สม่ำเสมอ ลูกค้าใหม่ก็ติดใจ ลูกเก่าก็ซื้อซ้ำ 

วิธีที่ง่ายที่สุดในการรักษาฐานลูกค้าเดิม และสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ให้ติดตามเรามากขึ้น  คือการอัพเดทคอนเทนต์ที่ตรงประเด็น  และตรงกลุ่มลูกค้าของเราอย่างสม่ำเสมอ  ซึ่งในแต่ละกลุ่มธุรกิจ  แต่ละแพลตฟอร์ม  ก็มีความเหมาะสมในเรื่องของจำนวนโพสต์ และเวลาที่ควรโพสต์แตกต่างกันไป  เช่น  การอัพเดทบทความในเว็บไซต์  อาจเป็นอาทิตย์ละ 1 ครั้ง  แต่ถ้าคุณใช้ Twitter ก็ควรอัพเดท 4-6 ครั้ง/วัน  หรือหากต้องการอัพเดทข่าวสารใน Facebook ก็ควรเป็นช่วงเวลาเดินทางในตอนเช้า  หรือหลังเลิกงาน เป็นต้น

สำหรับคนที่ใช้ Social Media หลายช่องทางนั้น  มีเครื่องมือที่สามารถจัดการ Social Media ทั้งหมดได้  ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้คือ Swayy และ Buffer   ตัวช่วยเหล่านี้ ทำให้สามารถตั้งเวลาโพสต์ของ Social Media แต่ละตัวได้แตกต่างกันตามเวลาที่ความเหมาะสม  ซึ่งสามารถช่วยการลดเวลาในการทำการตลาดได้ถึง ครึ่งชั่วโมง – 1 ชั่วโมง ต่อวัน

โลกเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี  พฤติกรรมของผู้บริโภคก็ปรับเปลี่ยนตาม  ซึ่ง  7 กลยุทธ์นี้จะช่วยให้คุณก้าวทันเทคโนโลยี และสามารถสร้างยอดขายให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณได้อย่างไม่เป็นรองใคร