5 แบรนด์ดัง ใช้ AI นำทัพสู่ความสำเร็จ

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีอิทธิพลแทรกซึมอยู่ในองค์กรธุรกิจทั่วโลก รายงานของ PwC หรือ 1 ใน 4 บริษัทตรวจสอบบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในโลกประมาณการไว้ว่า ในปี 2030 ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาท และเพิ่มมูลค่ากว่า 15.7 พันล้านดอลลาร์ให้กับ GDP โลก หมายความว่า AI จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่หลายองค์กรคงต้องพยายามปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับเทคโนโลยีชนิดนี้

การใช้งาน AI ในแง่ธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อของ AI ดัง ๆ อย่าง Amazon Alexa และ Siri ที่ถูกพัฒนาให้มีความฉลาด มีความสามารถคิด วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วกันมาแล้ว แต่ที่จริงยังมี AI อีกมาก ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานในกระบวนการที่มีแบบแผนเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลก หรือบริษัท Startup ขนาดเล็กก็ตาม

และนี่คือ 5 บริษัทจากหลากหลายสายธุรกิจที่พัฒนา AI มาเพื่อทดแทนการทำงานบางอย่างในองค์กร และทำให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1. Netflix

ธุรกิจสตรีมมิ่งออนไลน์อย่าง Netflix ที่มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 100 ล้านคน และให้บริการอยู่กว่า 190 ประเทศ ก็มีเคล็ดลับการให้บริการเป็น AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เช่น คะแนนความนิยม ประวัติการรับชม ประเภทหนังที่ฮิต รายการและประเภทของหนังที่ชอบ และเลือกนำเสนอผลงานที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

ทั้งยังมีระบบปฏิบัติการที่จะช่วยตรวจสอบเฟรมของวิดีโอ และบีบอัดข้อมูลให้เหลืออยู่ในระดับที่จำเป็นสำหรับแพลตฟอร์มที่ใช้รับชม โดยไม่ทำให้คุณภาพของวิดีโอลดลง เพียงเท่านี้ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมื่อเปิดเข้าสู่หน้าแรกของ Netflix เราจึงพบแต่หนังประเภทที่ถูกจริต ตรงกับความสนใจ หรือแม้แต่เจอแนวที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะสนใจ แต่เรากลับคลิกเข้าไปดู ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเกิดจากการวิเคราะห์ ต่อยอด และประมวลผลของ AI ทั้งสิ้น

2. Babylon

Babylon ผู้ให้บริการสุขภาพจากประเทศอังกฤษ เริ่มต้นจากการเป็น Startup และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากการพัฒนาเทคโนโลยี Robot Doctor พวกเขาได้พัฒนา AI ผู้ช่วยที่คอยติดตามอาการของผู้ป่วยจากบันทึกข้อมูลสุขภาพในอดีต สามารถซักประวัติ และวินิจฉัยโรค พร้อมติดตามข้อมูลด้านสุขภาพเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัยในภายหลัง ทั้งยังสามารถเปิดระบบติดต่อแพทย์โดยตรงให้ผ่านไลฟ์วิดีโอได้อีกด้วย
ประสิทธิภาพการทำงานของ Babylon เป็นที่สนใจจนมีผู้ใช้บริการชาวอังกฤษกว่า 250,000 คน และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า 2 ร้อยล้านดอลลาร์ ล่าสุด Babylon ได้ตบเท้าเข้าสู่ตลาดจีนโดยการทำสัญญากับยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตอย่าง Tencent เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI เข้ากับแพลตฟอร์มของ WeChat ที่มีผู้ใช้งานชาวจีนอยู่มากกว่า 1 พันล้านคน โดยจะทำหน้าที่เป็น AI ที่ช่วยให้คำแนะนำด้านสุขภาพแก่ผู้ที่เข้ามาขอคำปรึกษา นี่จึงนับเป็นการพัฒนาครั้งใหญ่ของตลาดสุขภาพจีน

3. Affirm

บริษัท FinTech ชื่อดังจากอเมริกา ที่ทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล โดยเป็นการปล่อยสินเชื่อแบบสด ๆ สำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยให้ลูกค้าผ่อนชำระเป็นรายเดือน พวกเขาพัฒนาฐานข้อมูลโดยใช้ AI ในการวิเคราะห์และตรวจสอบ Credit Scoring เพื่อประมวลผลอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย การทำงานของ AI จะมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจปล่อยเงินกู้ รวมถึงการกำหนดอัตราดอกเบี้ย การตัดสินใจลงทุน โดยสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

บทบาทของ AI จึงทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นกุญแจที่จะใช้แข่งขันของสถาบันการเงินต่าง ๆ เพราะสามารถตรวจจับความเสี่ยง การฉ้อโกง และลดต้นทุนในการดำเนินงานเพราะทำงานรวดเร็วกว่าการใช้แรงงานคนได้หลายเท่า

4. Liulishuo

นี่คือสถาบันสอนภาษาแห่งแรกในจีนที่นำ AI มาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ โดยจากการศึกษาและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคนจีนที่พูดภาษาอังกฤษมาอย่างยาวนาน พวกเขาได้สร้างหลักสูตรภาษาอังกฤษแบบส่วนตัวที่ขับเคลื่อนโดย AI ขึ้น โดยหลังจากเปิดตัวหลักสูตรไปเมื่อปี 2017 มีผู้ลงทะเบียนใช้บริการแล้วกว่า 50 ล้านราย

CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท Yi Wang กล่าวในการประชุม Morgan Stanley Tech, Media & Telecom ในกรุงปักกิ่งว่า “การเรียนการสอนที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ได้มากจากการเรียนรู้แบบเดิมถึง 3 เท่า และเพราะโรงเรียนขาดแคลนครูผู้ทรงคุณวุฒิมานานแล้ว เทคโนโลยีโดย AI และอินเทอร์เน็ตบนมือถือจะช่วยให้เราสามารถดึงสิ่งที่ดีที่สุดจากครูที่

ในอนาคต Liulishuo มีแผนที่จะใช้ AI ขยายไปสร้างครูภาษาอื่น ๆ อีกหลายภาษา เพื่อสร้าง AI สอนภาษาที่ฉลาดและมีประสิทธิภาพ รวมถึงสร้างหลักสูตรที่เหมาะกับพฤติกรรมของผู้ใช้บริการมากที่สุดอีกด้วย

5. FlatPi

ในวงการ HR ต่างประเทศ หลายบริษัทเริ่มหันมาใช้หุ่นยนต์ในการคัดกรองผู้สมัครเข้าทำงานกันแล้ว อย่าง FlatPi บริษัทที่ให้บริการจัดหางานในอินเดียก็ใช้ AI สำหรับทำหน้าที่เป็น Headhunter ในการช่วยคัดกรองผู้สมัคร และจัดลำดับความสามารถให้โดยอัตโนมัติ ทั้งยังมี Chatbot ชื่อ Mya คอยทำหน้าที่รับสมัคร และตอบคำถามเบื้องต้น รวมถึงอัปเดตผลการรับสมัครแก่สมาชิกอีกด้วย ที่จริงการนำ AI มาใช้ในวงการ HR ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรแล้ว เพราะ AI ถูกมองว่าจะสามารถประมวลผลข้อมูลผู้สมัครตามข้อเท็จจริง ไร้อคติ และทำให้บริษัทได้คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นๆ อย่างแท้จริง

จะเห็นว่าไม่เพียงแต่องค์กรขนาดใหญ่ หรือแบรนด์ระดับโลกเท่านั้นที่ใช้งาน AI เพื่ออำนวยความสะดวก แต่ที่จริงแล้ว AI แทรกซึมอยู่ในธุรกิจหลากหลายขนาดและประเภท ไม่ว่าจะมีบทบาทหน้าที่มากหรือน้อยในสายงานนั้น ๆ ก็ตาม เป็นดั่งเครื่องมือช่วยให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะสามารถทุ่นทั้งแรงงาน เวลา และทุนทรัพย์ไปได้ในระยะยาว แม้จะยังมีข้อถกเถียงกันว่าในอนาคต AI จะสร้างผลกระทบให้กับตลาดแรงงานหรือไม่ แต่ในมุมมองของผู้บริหารคงต้องยอมรับว่า AI จะเป็นอาวุธที่ทรงพลังไม่น้อยในแง่ของการทำธุรกิจ และในไม่ช้าก็เร็ว มันอาจจะกลายเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง