5 กลยุทธ์มาแรงสำหรับ Social Media Marketing ปี 2019

กลยุทธ์การตลาดโซเชียลมีเดียนั้นเปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน ผ่านครึ่งทางของปี 2018 โซเชียลมีเดียแต่ละแพลตฟอร์มก็ปรับโฉมกันไปแล้วไม่มากก็น้อย แต่ก็ควรค่าที่จะศึกษาหากลยุทธ์การตลาดโซเชียลมีเดียใหม่ๆ เพื่อเข้าแข่งขันในเกมนี้ เพราะคงไม่มีสื่อชนิดไหนจะสามารถรวบรวมผู้คนกว่า 3 พันล้านคนไว้ในที่เดียวกันได้เหมือนโซเชียลมีเดียอีกแล้ว

อย่ารอช้า มาดู 5 กลยุทธ์ที่มีแนวโน้มว่าน่าจะมาแรงในปี 2019 กันตั้งแต่เนิ่นๆ ให้คุณได้เตรียมพร้อมและปรับตัว ก้าวนำคู่แข่งไปก่อนอย่างน้อยสัก 1 ก้าวกันดีกว่า

 

1.Content Cluster

เครื่องมือเสิร์ชเอนจินในปัจจุบันมีการปรับอัลกอริธึมให้การค้นหาทำได้ละเอียดขึ้น บวกกับนักการตลาดทุกระดับก็หันมาใช้กลยุทธ์ SEO มากขึ้นด้วย

ฉะนั้นถ้าจะให้ดีคุณควรจะใช้กลยุทธ์ Content Cluster เข้าช่วย โดยใช้ Content Pillar คอนเทนต์ที่เป็นหัวข้อหลักและถูกออกแบบมาให้เกิด Call To Action เป็นแกนกลาง แล้วแตกประเด็นออกมาเป็นคอนเทนต์ที่มีคีย์เวิร์ดเดียวกัน และคีย์เวิร์ดใกล้เคียง ทั้งนี้ก็เพื่อแย่งชิงพื้นที่เสิร์ชเอนจิน และทำให้ยอดเข้าชมของ Content Pillar สูงขึ้น

ตัวอย่าง: Content Pillar คือ น้ำผลไม้แท้ยี่ห้อ A ไม่ใส่สารกันบูด Content Cluster อาจจะเป็น 1) ดูฉลากอย่างไรถึงจะรู้ว่าเป็นน้ำผลไม้แท้ 2) ผลไม้แต่ละชนิดมีฤทธิ์ช่วยร่างกายอย่างไร? 3) เมนูค็อกเทลผสมจากน้ำผลไม้ เป็นต้น

 

2.Snack Ads

คุณคิดว่าโฆษณาคั่นกลางวิดีโอต้องยาวกี่วินาทีถึงจะได้ผลดีที่สุด 30 วินาที? 20 วินาที? หรือ 15 วินาที?

คำตอบที่ถูกคือ 10 วินาที โดยความสนใจของผู้ชมจะลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งหากวิดีโอยาว 60 วินาที แน่นอนว่ามันอาจจะทำให้ครีเอทีฟต้องทำการบ้านและคิดสร้างสรรค์วิดีโอกันหัวแตก แต่ด้วยผลวิจัยที่ออกมาชัดเจนขนาดนี้ แม้แต่เจ้าพ่อแพลตฟอร์มวิดีโออย่างยูทูปก็ยังต้องเลือกใช้กลยุทธ์นี้เพื่อทำให้ผู้ชมไม่ต่อต้านกับคลิปโฆษณามากนัก

 

3.Messenger Marketing

เราอาจจะรู้จักการส่งอีเมล์ข่าวสารหรือโปรโมชั่นพิเศษจากแบรนด์กันมาบ้าง Messenger Marketing นั้นก็คล้ายๆ กันโดยใช้แพลตฟอร์มส่งข้อความต่างๆ ทั้ง Line, WhatsApp และ Facebook Messenger แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากการส่งอีเมล์ก็คือ ตัวเลขของการกดอ่านนั้นสูงกว่าอีเมล์ 10 เท่า ซึ่งก็เป็นเหตุเป็นผลดีกับการที่คนยุคนี้จดจ่ออยู่กับการแชทมากกว่าเช็คอีเมล์

ที่สำคัญคือผู้ใช้เป็นคนกำหนดและจัดการข่าวสารเหล่านี้ได้ง่ายกว่าการกดยกเลิกการส่งข่าวอีเมล์ พอผู้ใช้เต็มใจที่จะกดรับข่าวสาร โอกาสที่ข้อมูลสำคัญจะส่งถึงมือผู้รับก็มีมากขึ้น อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดความรำคาญอีกด้วย

 

4.Ephemeral Content

ถึงคำจะดูแปลกๆ แต่จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดและฮิตกับเรามากๆ มันคือคอนเทนต์ที่มีวันหมดอายุ เช่น Snapchat และ Story ของ Instagram ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการตั้งคำถามกันว่าด้วยอายุเพียง 24 ชม. (หรือสั้นกว่านั้น) จะคุ้มค่าและเหมาะสมสำหรับการทำการตลาดหรือไม่ และทำไมไม่ทำคอนเทนต์ที่ถาวรละ?

เอาเข้าจริงเราก็พอจะรู้คำตอบอยู่ในใจ เพราะฟีดของเรานั้นยุ่งเหยิงและมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน จะลงทุนทำคอนเทนต์ให้คราฟท์ ก็ต้องลุ้นว่าจะเป็นไวรัลหรือเปล่า? ในขณะที่จำนวนผู้ใช้ต่อวันของ Snapchat และ Story ของ IG รวมกันพุ่งไปถึง 500 ล้านคน บวกกับคนยุคนี้มีพฤติกรรมที่เรียกว่า FOMO (Fear Of Missing Out) หรือกลัวว่าจะตกข่าว

จึงกลายเป็นว่ายิ่งคอนเทนต์ของคุณมีอายุสั้น ก็ยิ่งทำให้คนตั้งหน้าตั้งตารอมากขึ้น จึงเหมาะมากๆ กับการทำคอนเทนต์ที่ Call To Action เช่น โปรโมชั่นพิเศษ หรือจะเป็นคอนเทนต์เบื้องหลัง Exclusive ก็น่าสนใจ

 

5.User-Generated Content

ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว พลังแห่งการบอกต่อนั้นทรงพลังและน่าเชื่อถือมากกว่าคอนเทนต์ที่แบรนด์เป็นฝ่ายทำขึ้นมาเอง (แม้ว่าจะคราฟท์มากกว่าที่ผู้บริโภคทำซักกี่เท่าก็ตาม) ยิ่งเมื่อรวมกับพฤติกรรมที่คนเริ่มอยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือสังคม ก็ยิ่งทำให้ผู้คนเปิดเผยและแชร์ประสบการณ์ที่มีต่อสินค้ามากขึ้น ใช้ Hashtag มากขึ้น กดเข้าร่วม Group มากขึ้น โดยแคมเปญ #IWorkFromHere ที่ชวนให้คนแชร์รูปถ่ายสถานที่ทำงานของตัวเอง ทำยอดเข้าชมต่อวันรวมกันสูงถึง 2.2 ล้านครั้ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากๆ เมื่อเทียบกับต้นทุน

วิธีจุดประกายให้ผู้บริโภคสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาก็เช่น จัดประกวดและให้รางวัลเพื่อจูงใจให้คนเข้าร่วม อาจจะให้โพสต์รูปพร้อมเล่าเรื่องราว หรือประชันความสวยงามของรูปถ่ายก็ยังได้

กลยุทธ์การตลาดโซเชียลมีเดียทั้ง 5 แบบนี้ไม่ได้ซับซ้อนเกินกว่าจะปรับตัวและเรียนรู้ ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้อย่างเท่าเทียมกัน ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะประยุกต์ใช้ได้สร้างสรรค์กว่ากัน

ที่สำคัญคือใครใช้ก่อนก็ย่อมได้เปรียบ