ไม่ปรับมีหนาว! กับ 7 วิธีเอาชนะสงคราม Digital Disruption

ยุคนี้เป็นยุคที่ใครๆ ก็ใช้สมาร์ทโฟน ตั้งแต่ผู้บริหารธุรกิจหมื่นล้าน ยันแม่ค้าขายหมูปิ้งหน้าออฟฟิศ การเข้ามาของเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นแพร่หลายอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นยุคที่เรียกว่า “Digital Disruption”

Digital Disruption คือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่มาพร้อมกับยุคดิจิทัล หนังสือพิมพ์กำลังจะตายลงไปเพราะข่าวสารออนไลน์ อย่างตอนนี้ธนาคารไทยก็ปิดไปกว่า 200 สาขา เพราะโมบายแบงก์กิ้ง หรือแม้แต่บริษัทระดับโลกอย่างเลโก้ ไมโครซอฟท์ยังต้องลดขนาดองค์กรเพื่อลดต้นทุนสู้คู่แข่ง

สุดท้ายแล้วเราจะเป็นผู้ชนะในเกม Digital Disruption นี้ได้อย่างไร? มาลองดูเทคนิคเอาชนะเกมนี้ให้ตัวเองเจ็บตัวน้อยที่สุดกัน!

1. กล้าที่จะก้าวออกมาจากกรอบกลยุทธ์เดิมๆ

บิลเกตเคยกล่าวเอาไว้ว่า “We Always Overestimate The Change That Will Occur In The Next Two Years” เรามักจะมองข้ามความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า

ยังวางแผนกลยุทธ์ในรูปแบบเดิม  ช่องทางการขายเดิมๆ  เพียงแต่เพิ่มเป้ายอดขายให้มากขึ้น  เน้นหาลูกค้าไปเรื่อยๆ  โดยที่บางทียังไม่ทันได้ยั้งคิดว่า เงินที่ลงทุนไปกับสิ่งเหล่านั้น  อาจทำให้ได้ลูกค้ากลับมาไม่คุ้มเสีย  ดูอย่างธนาคารทั้งหลาย ที่เริ่มตื่นตัว และลงทุนไปกับการทำ Application ที่สามารถตอบสนองความสะดวกสบายของลูกค้า มากกว่าการขยันเปิดสาขา

2. กล้าสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่น

ภาพจำที่ง่ายที่สุด คือความเป็นเอกลักษณ์เป็นของแบรนด์  หากยังนึกภาพไม่ออก  เราขอยกตัวอย่างถามคำถามง่ายๆว่า ถ้าคุณต้องการไปเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์  ที่แรกที่คุณนึกถึงคืออะไร? เมื่อคุณได้คำตอบแล้ว เราขอถามคุณต่อว่า ทำไมคุณถึงนึกถึงที่นี่เป็นที่แรก?

พอจะมองภาพความสำคัญของความมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นออกบ้างแล้วใช่มั้ย   ขอย้ำให้เข้าใจอีกครั้งว่า  ถ้าคุณต้องการจะเอาชนะเกม Digital Disruption นี้ คุณต้องเป็นภาพจำภาพแรกของลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมของคุณให้ได้

3. กล้าที่จะจินตนาการถึงความต้องการของลูกค้าในอนาคต

อะไรที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของเราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น  อะไรที่จะช่วยขจัดปัญหาของพวกเขาให้น้อยลง  เราต้องอาศัยจินตนาการ และความเข้าใจเชิงลึกในการคิดวิเคราะห์  เพื่อหาสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการในอนาคตของเขาได้

หากเราไม่คำนึงถึงความต้องการในอนาคตของลูกค้า  เราก็จะสามารถคว้ากลุ่มลูกค้าได้เพียงแค่ในยุคนี้เท่านั้น  แต่อีก 2-3 ปีข้างหน้า  ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรม ความคาดหวัง หรือความต้องการในชีวิตที่เปลี่ยนไป  นอกจากจะตามหลังเจ้าอื่นๆ แล้ว  ยังอาจไม่มีที่ยืนในกลุ่มอุตสาหกรรมของคุณด้วยก็เป็นได้

4. กล้าแปลงสิ่งที่มีอยู่ให้กลายเป็นเงิน

ยกตัวอย่างเช่น การที่คุณมีบ้านพักในต่างจังหวัด หรือคอนโดที่นานๆ จะไปอยู่สักที  ถ้าทิ้งไว้อย่างนั้น ก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไร สู้เอาไปลงใน Airbnb เสียดีกว่า  นอกจากนี้ก็ยังมีคาเฟ่ที่เปิดให้มานอนพักผ่อนระหว่างวันได้ แล้วคิดราคาเป็นรายชั่วโมง

พวกเหล่า Co-Working Space ทั้งหลาย ที่คิดราคากันตามพื้นที่ใช้สอย  หรือแม้กระทั่งการเอาทรัพย์สินของตัวเองมาปล่อยเช่า เช่น เสื้อกันหนาว กล้องถ่ายรูป เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้เป็นการจัดการสินทรัพย์ที่มี ให้เกิดกำไรในมือของคุณได้มากขึ้น โดยผ่านการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยี

5. กล้าใช้ Platform ที่ตอบโจทย์กว่าเดิม

หากคุณต้องการขายสินค้า  การลงทุนในการมีหน้าร้านอาจไม่จำเป็น  แต่คุณก็ยังสามารถขายของผ่าน Platform ต่างๆ ได้  ซึ่งบาง Platform นั้น สามารถกระจายฐานลูกค้าไปได้ทั่วโลก  ยกตัวอย่างเช่น  Shutterstock ได้ยินชื่อนี้ขึ้นมาแล้ว  เหล่าตากล้องทั้งหลายคงรู้จักกันดี  นี่เป็นตัวอย่างการสร้างรายได้จากขายภาพถ่าย หรือภาพเวกเตอร์ต่างๆ ผ่านบน Platform

นอกจาก Platform ที่ทำหน้าที่เป็นหน้าร้านแล้ว ยังมี Platform ที่เป็นตัวช่วยในแผนกต่างๆ เช่น EZY-HR ที่เป็นตัวช่วยสำหรับบริษัทน้องใหม่ที่ยังไม่มีฝ่ายบุคคลอย่างจริงจัง  หรือ Flow Account ที่ช่วยเรื่องการเงิน การบัญชี และออกเอกสารทางบัญชีต่างๆ  เป็นต้น

6. กล้าเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ให้เป็น Digital Culture

อีกหนึ่งความท้าทายที่ไม่ใช่เรื่องง่าย คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร  อาจเริ่มต้นด้วยการตั้งแผนกพิเศษขึ้นมาใหม่ ให้เป็นตัวช่วยในการประสานงานด้านดิจิทัลขององค์กร ค่อยๆ สร้างความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล

เช่น เปลี่ยนจากการเก็บข้อมูลแบบต่างคนต่างเก็บ เป็นการเก็บแบบระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บ และยังช่วยให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องยากระดับหนึ่งเพราะต้องเปลี่ยนให้ได้ทั้งองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุดไปจนถึงพนักงานทั่วไป

7. กล้ากำหนดวิธีการทำงานใหม่ๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ  เราไม่ได้นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัล มาเป็นตัวกำหนดวิธีการต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ  ในทางกลับกันเราจะต้องหาพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย มาเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงาน  โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เพียงเพื่อเป็นตัวช่วยให้ประสบความสำเร็จเท่านั้น

ถึงตาคุณแล้วที่จะต้องบุกเกมดิจิทัลนี้ เพื่อกลายเป็นผู้ชนะในกระดานธุรกิจอีกครั้ง ไม่ว่าเราจะเป็นผู้เล่นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าอยากตามให้ทันคู่แข่ง และก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมที่เคยมี นี่คือโอกาสแห่งความท้าทาย ที่ช่วยให้ชนะเกมนี้ได้ง่ายขึ้น!