เริ่มต้นธุรกิจไม่ยาก ‘ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริง’ ทำได้ใน 30 วัน

Highlight

  • คิดมันง่าย ทำให้ได้นั้นยากกว่าหลายครั้งที่เรามีความฝัน อยากจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง อยากจะเป็นอย่างใครสักคน แต่สุดท้ายอาจจบที่คำว่า ล้มเหลวหรือ เอาไว้ก่อน
  • 30 วัน ก็สามารถสร้างธุรกิจได้ ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริงทำได้ใน 30 วัน

 

คิดมันง่าย ทำให้ได้นั้นยากกว่า…หลายครั้งที่เรามีความฝัน อยากจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง อยากจะเป็นอย่างใครสักคน แต่สุดท้ายอาจจบที่คำว่า ‘ล้มเหลว’ หรือ ‘เอาไว้ก่อน’
ใครที่คิดอยากจะทำธุรกิจ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ต้องทำอะไรบ้าง วันนี้เรามีธุรกิจมาให้ ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริง ทได้ภายใน 30 วัน
พร้อมแล้วมากาง Planner ลุยกันเลย!!

 

– 30 วัน สร้างธุรกิจได้ยังไง

Step 1 : 8 สิ่งทำได้เลย ก่อนสตาร์ทธุรกิจ

Day1 : ระดมไอเดียสร้างธุรกิจให้มากที่สุด คุณอาจเป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำอะไรรู้แค่ว่าอยากทำธุรกิจสักอย่าง แนะนำว่าให้ใช้วันนี้ในการเก็บข้อมูลรอบตัว หรืออาจะมองหาสิ่งที่คุณถนัดดูว่าทำอะไรได้บ้าง โดยเฉพาะถ้าเหล่าสตาร์ทอัพ SMEs ต้องมีเพื่อนร่วมก๊วนด้วยอยู่แล้ว การได้ไอเดียที่แตกต่างออกไปเยอะ ๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี หรือลองไปตอบคำถามเช็คไอเดียตัวเองดูที่นี่ LINK

Day2-3 : วิเคราะห์ทุกไอเดียที่ได้มา เพื่อมาเลือกอันที่ดีที่สุด คำถามคือเราวิเคราะห์จากอะไร? ลองคิดจาก 4 ข้อนี้ว่าไอเดียไหนเวิร์คที่สุด เรียกว่าใช้เวลาสองวันให้คุ้มไปเลย

  • ไอเดียนี้ช่วยแก้ปัญหาอะไร สำคัญขนาดไหน
  • ทักษะของคุณ และเพื่อนร่วมทีม
  • ดูตลาดธุรกิจที่จะทำว่ามีมากขนาดไหน
  • ส่องคู่แข่ง ยิ่งน้อยก็อาจจะทำให้ธุรกิจคุณเป็นตัวเลือกได้มากกว่า

Day4 : หลังจากนั่งงมไอเดีย วิเคราะห์ทั้งหมดที่มีแล้ว วันนี้คือวันที่คุณควรเลือกได้แล้วว่าจะใช้ไอเดียไหน เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจคุณ และแน่นอนว่าเมื่อคุณเลือกได้แล้วก่อนจะปิดไฟนอนก็ควรมานั่งคิดสักหน่อยว่าธุรกิจที่เลือกมาคืออะไร เกี่ยวกับอะไร

Day5 : มองหา CEO ในธุรกิจของคุณ โดยเฉพาะถ้านี่ไม่ได้ทำแค่คนเดียว การกำหนดตำแหน่งไปเลยชัด ๆ จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น ก็เหมือนกับการกำหนดหัวหน้าห้องในชั้นเรียนนั่นแหละ ลองพูดคุยกันกับพาร์ทเนอร์ว่า ใครคือเจ้าของไอเดียที่ได้รับเลือก, แต่ละคนจะลงทุนเท่าไหร่, แต่ละคนอยากทำหน้าที่อะไร อาจช่วยให้การตัดสินใจนั้นง่ายขึ้นด้วย

Day6 : พอเลือกได้แล้วก็ถึงเวลาทำให้เป็นเรื่องเป็นราวในการทำข้อตกลงร่วมกัน ถือว่าสำคัญมากในระดับหนึ่ง มันก็คือการเอาสิ่งที่คุณพูดคุยไว้ในวันที่5 มาทำให้เป็นลายลักษณ์อักษร ทำเป็นข้อตกลงให้เรียบร้อยว่าสุดท้ายใครทำตำแหน่งอะไร มีเปอร์เซ็นในธุรกิจเท่าไหร่ แต่ละคนจะมีการลงทุนเท่าไหร่ และในอนาคตจะมีการทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง

Day7 : ถึงเวลา ‘ตั้งชื่อ’ ให้ธุรกิจตัวเองแล้ว อาจฟังดุเหมือนงานง่าย ต้องใช้เวลาทั้งวันเลยเหรอ? แต่ไม่ง่ายเลยนะจะบอกให้ คุณต้องคิดชื่อที่สื่อถึงธุรกิจของคุณ ผู้บริโภคจดจำได้ และต้องมองด้วยว่าจะแตกต่างจากคู่แข่งได้ยังไง แนะนำว่าแรก ๆ ควรเริ่มจากชื่อง่าย ๆ ที่เป็นไปได้ก่อน และค่อย ๆ ไต่ระดับกันไปอีกที

Day8 : จะมีแต่ชื่อโล้น ๆ ก็เกรงว่าจะไม่ได้ การออกแบบ ‘โลโก้’ ก็ถือว่าสำคัญ รู้ไหมว่าคนจดจำภาพมากกว่าตัวอักษร นี่คือสิ่งที่ลูกค้าจะนึกถึงเมือ่ได้ยินชื่อแบรนด์คุณ โลโก้จะเป็นทั้งภาพจำของลูกค้า และเป็นตัวตนของธุรกิจคุณด้วย

Day9 : มีชื่อ มีโลโก้ มีภาพลักษณ์ทุกอย่างของธุรกิจแล้ว สิ่งที่ควรทำตามมาคือการเขียนให้ชัดเจนว่า “ธุรกิจคุณคืออะไร” เพื่อให้เป็นตัวช่วยอธิบายเมื่อมีคนตั้งคำถามว่าธุรกิจคุณทำอะไร การอธิบายให้ได้ด้วยประโยคสั้น ๆ จะช่วยทำให้ลูกค้าจำคุณได้ง่ายขึ้น

 

Step 2 : จะลงสนามธุรกิจได้ แผนต้องพร้อม

Day10 : ทำ Market Research เพื่อเข้าลูกค้ามากขึ้น คุณต้องรู้ก่อนว่าทำไมลูกค้าต้องเลือกผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณ ต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และเราตอบสนองสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร ตลาดที่คุณจะเข้าไปแข่งด้วยมันมากขนาดไหน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมานั่งหาให้ได้ก่อนด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของคุณคือใคร

Day11 : หลังจากวิเคราะห์ตลาดเรียบร้อยในวันที่ 10 สิ่งที่ควรทำตามมาคือ ‘การพยากรณ์ยอดขาย’ การพยากรณ์ยอดขายอาจคำนวนจากผลการสำรวจตลาด จำนวนประชากรที่เป็นเป้าหมายของสินค้าและบริการของกิจการ ความคิดเห็นของบุคคล ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกกิจการ ส่วนนี้จะช่วยเหลือธุรกิจคุณได้มากว่าจะทำสินค้าเท่าไหร่ จะขายเท่าไหร่ ซึ่งจะส่งผลถึงต้นทุน กำไร ขาดทุนด้วย

Day12 : คนพร้อม ข้อมูลพร้อม แต่เงินไม่พร้อม? วันนี้ควรเป็นวันที่คุณต้องมานั่งวางแผนการเงิน คำนวนต้นทุนเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าจ้าง เป็นการประเมินเบื้องต้น อาจจะคิดเป็นรายเดือนก็ได้ว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ในแต่ละเดือนหลังจากนี้

Day13 : หลังจากวางต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่คุณต้องจ่ายก่อนเริ่มต้นธุรกิจ รวมไปถึงสินทรัพย์ทั้งหมดที่คุณต้องมีหลังเริ่มธุรกิจ พูดง่าย ๆ คือควรแบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่าใช้จ่าย และสินทรัพย์

Day14 : ผ่านมาจะครบ 2 สัปดาห์แล้ว! นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ควรจะทำ Business Plan หรือแผนธุรกิจ ยิ่งถ้าเอาจะไปใช้คุยกับธนาคารด้วยแล้วควรเขียนอย่างยิ่ง ในตลาดมีเครื่องมือช่วยเขียนแผนธุรกิจอยู่ คือ Business Model Canvas เป็นตาราง 9 ช่อง ที่กำหนดแผนและกลยุทธ์ธุรกิจใช้งานง่ายมาก แผนธุรกิจมันคือการกำหนดให้ชัดเจนว่าลูกค้าคือใคร คู่แข่งคือใคร พันธมิตรมีใครบ้าง ต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง และอีกมากมาย

Day15 : พอวางแผนธุรกิจเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาสร้างแผนการตลาด เพื่อดูว่าเราจะดึงดูดลูกค้าได้อย่างไร หลายคนอาจสงสัยว่ามันจำเป็นยังไง? การวางมาร์เก็ตติ้งแพลนเป็นการเริ่มต้น ก่อนที่คุณจะไปทำการตลาดอย่างอื่น จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น ลดการเสียเวลาเปล่า อาทิ การวิเคราะห์ SWOT (จุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรค และโอกาส), การวิเคราะห์ 5’s Performance (สถานการณ์การขาย วิธีการบริการลูกค้า คุณค่าที่ให้ลูกค้า การสื่อสาร การเพิ่มประสิทธิภาพ) เป็นต้น

Day16 : อย่าเอาแต่อยู่ในออฟไลน์ นี่คือยุคดิจิทัลที่อนนไลน์ถือว่าสำคัญ วันนี้ลองใช้เวลาการสร้างเว็บไซต์ดู เพื่อให้คนเข้าถึงคุณได้ง่ายขึ้น ดูเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือมากขึ้น ที่สำคัญคือมานั่งคิดดี ๆ ว่าควรจะใส่รายละเอียดอะไรลงไปบ้างในออนไลน์เหล่านั้น แน่นอนว่าต้องทำให้ง่ายต่อการใช้งานของผู้บริโภคด้วยนะ

Day17 : มีเว็บไซต์แล้ว ต่อมาคือการบุกโลก Social Media ลองคิดดูว่าธุรกิจของคุณเหมาะกับโซเชียลแบบไหน เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม หรือว่าไลน์ นี่ไม่ใช่ยุคที่จะรอให้ผู้บริโภควิ่งเข้าหาแล้ว แต่เราต้องดุว่าผู้บริโภค หรือกลุ่มเป้าหมายของเราอยู่ที่ไหน และเราก็เข้าไปอยู่ที่นั่น

 

Step 3 : เรื่องยิบย่อยอย่ามองข้าม จัดการให้เรียบ!

Day18 : ผ่านสมรภูมิไอเดียมาแล้ว ถึงเวลาหาที่ตั้งเป็นหลักเป็นแหล่ง บางคนอาจเลือกใช้บ้านหรือ Co-Working Space ในการทำงาน แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งที่คุณต้องใช้พื้นที่ในการทำงาน และมีพนักงานที่เพิ่มขึ้น ก็ควรหาสถานที่ที่เหมาะกับการทำงาน และเป็นส่วนตัวมากขึ้น

Day19 : หลังจากเดินทางหาสถานที่ทั้งวันเมื่อวาน วันนี้ควรหาที่ลงหลักปักฐานได้แล้ว พูดคุยเรื่องสัญญา ทำข้อตกลงทางกฎหมายให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ หรือการเช่าที่ก็ตาม ควรวางแพลนดี ๆ ถ้าเกิดสถานที่นั้นมันเวิร์ค ก็ควรวางแผนระยะยาวสำหรับสถานที่นั้น

Day20 : จะทำงานให้สำเร็จได้ต้องมีทีมที่ดี พาร์ทเนอร์ที่ไว้ใจได้ แน่นอนว่าคุณมีเพื่อนร่วมก่อตั้งแล้ว แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนมีทักษะที่พร้อมสำหรับการทำงาน คุณควรมองหาทีมขาย ทีมผลิต หรือตำแหน่งอื่น ๆ ที่คุณยังขาด ควรมองหาคนที่คิดว่าเข้ากับธุรกิจนี้ได้ แล้วเริ่มติดต่อหาเลยตั้งแต่วันนี้

Day21 : วันนี้ควรจะเริ่มมีการประชุมกันอย่างจริงจังได้แล้ว เพื่อพูดคุยถึงธุรกิจของคุณเอง เป็นการทำความเข้าใจร่วมกันอีกครั้งพร้อมกับทุกคน(ที่อาจมีทีมใหม่เข้ามาร่วมงานด้วย) รวมไปถึงการเดินสายโปรโมทธุรกิจของคุณ อาจจะเป็นทางโซเชี่ยล หรือการบอกต่อครอบครัว ญาติพี่น้องให้เขาช่วยประชาสัมพันธ์ธุรกิจของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ธุรกิจของคุณได้ออกสู่สายตาผู้บริโภคแล้ว!

Day22 : ธุรกิจพร้อมหมดแล้ว ก็ควรหาที่เก็บตังค์ด้วย มองหาธนาคารที่จะเปิดบัญชีด้วยซะ อย่าคิดว่าจะใช้ธนาคารไหนก็ได้ แต่อยากให้ศึกษาผลประโยชน์ที่คุณจะได้กับธนาคารนั้น และในกรณีที่อยากให้เป็นธนาคารที่ใช้ร่วมกันทั้งบริษัท ก็ควรพิจารณาให้ดี

Day23 : มาถึงวันที่คุณอาจจะรู้สึกเบื่อ ๆ หน่อย เพราะมันคือวันที่คุณจะต้องมาศึกษาเรื่อง ‘กฎหมาย’ รวมไปถึงดูว่าการทำธุรกิจของคุณในครั้งนี้มีอะไรที่ต้องไปจัดการให้ถูกต้องตามกฎหมายบ้าง และไปทำมันให้เรียบร้อย เพราะถ้าเกิดลืมหรือไม่สนใจ อาจมีผลตามมาในอนาคตของการทำธุรกิจก็เป็นได้

 

Step 4 : สตาร์ทธุรกิจ ทำฝันให้เป็นจริง

Day24 : วันนี้คือการสร้างอาวุธส่งเสริมการขาย และการสร้าง Connection นั่นก็คือ ‘นามบัตร’ ไปจัดการให้เรียบร้อย ใส่รายละเอียดให้ครบทั้งชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลติดต่ออื่น ๆ ที่จำเป็น มันอาจไม่เสร็จในวันเดียวเพราะการส่งพิมพ์อาจต้องใช้เวลา ดังนั้นควรทำให้เสร็จตั้งแต่เนิ่น ๆ

Day25 : ‘ลูกค้าคนแรก’ สำคัญแค่ไหน? อย่าปล่อยให้หลุดมือ ควรเริ่มคิดเลยว่าจะจัดโปรโมชั่น ส่วนส่งเสริมการขาย หรือวิธีการรักษาลูกค้าไว้อย่างไร และต้องคิดด้วยว่าจะกระจายชื่อธุรกิจของเราออกไปในวงกว้างได้ด้วยวิธีไหนได้อีกบ้าง ส่วนนี้แนะนำว่าถ้าคุณไม่ถนัดให้หาคนที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะมาจัดการให้ จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

Day26 : อย่างที่บอกไปแล้วว่าอยู่เฉย ๆ คงไม่มีใครรู้จัก การออกไป Pitching หรือออก Event ก็จะช่วยให้ชื่อเสียงเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น เดี๋ยวนี้ก็มีงานแบบนี้ให้เข้าร่วมเยอะมาก แต่ถ้าการไปร่วมงานอาจไม่ใช่เป้าหมายที่คุณตั้งไว้ การจัด Event เองเลยก็ช่วยให้คุณเป็นที่รู้จักได้เหมือนกัน แต่ต้องมานั่งคิดดี ๆ ว่าจะเป็นงานเกี่ยวกับอะไร จะเชิญใครมา จะมีสปีคเกอร์กี่คน และต้องใช้สถานที่ไหนรองรับ

Day27 : ถ้าคุณตัดสินใจที่จะทำ Event ด้วยตัวเอง วันนี้ก็ควรเริ่มประชาสัมพันธ์ข้อมูล และงานของคุณแบบเบื้องต้นได้เลย! รวมไปถึงถ้ามีงาน Event ที่คุณจะไปเข้าร่วมแล้วการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชี่ยล มีเดียก็ช่วยได้เหมือนกัน เอาง่าย ๆ คือสองวันนี้เป็นวันที่คุณควรคิดว่าจะโชว์ศักยภาพธุรกิจคุณให้เป็นที่รู้จักอย่างไร ยุคนี้การโฆษณาแย่งชิงพื้นที่สื่อก็ถือว่าสำคัญนะ

Day28 : น่าจะจัดงานเปิดตัวธุรกิจคุณสักหน่อย อาจจะเป็นแบบเล็ก ๆ ส่งจดหมายเชิญไปตามสื่อ เชิญคนรู้จัก คนที่เกี่ยวข้อง การเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ ๆ จะช่วยสร้างความฮือฮาในวงการเดียวกันได้ แต่คุณต้องจัดการให้ดี และดูว่างานเปิดตัวครั้งนี้คุณจะสร้างความประทับใจแรก ให้กับคนที่มาได้อย่างไร

Day29 : เชิญคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กับงานเปิดตัวครั้งนี้ เพราะมันมีโอกาสสูงที่คุณจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นจากงานครั้งนี้ ที่เขาอาจมีความสนใจ และอยากทดลองกับธุรกิจของคุณ

Last Day : ไม่อยากจะพูดคำนี้เลย แต่การทำงานมันก็ต้องมีเวลาพักบ้าง! อาจใช้วันนี้ในการสังสรรค์ สร้างกำลังใจให้เพื่อนร่วมทีม และพนักงานของคุณ หรืออาจใช้เวลาในการพักผ่อนไปเลยยิ่งดี…แต่สำหรับคนที่ธุรกิจรัดตัว วันนี้ก็อาจไปจบที่การทำงานอีกเหมือนเดิม

 

เห็นไหมแค่ 30 วันก็เริ่มต้นทำธุรกิจได้แล้ว หลังจากนี้คือการสร้างธุรกิจในฝันได้แบบเต็มสตรีม  Move ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว สร้าง! โดยเฉพาะสมัยนี้ตัวช่วยเยอะมาก มีทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาทำให้งานเร็ว ไว และง่ายขึ้น

อีกทั้งยังมีหน่วยงานที่เข้ามาสนับสนุน ให้การช่วยเหลือมากมาย ทั้งด้านการเงิน ที่ปรึกษาต่าง ๆ อย่าง GSB (Government Savings Bank หรือธนาคารออมสิน) ก็มีสินเชื่อเพื่อเหล่า SMEs และ Startup ที่มีความฝัน และไม่ต้องการให้ความฝันหยุดลงเพียงแค่ความฝัน พร้อมลุยอย่างเต็มที่ ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้รุดหน้าไปให้ไกลกว่าที่เป็น

อย่าปล่อยให้ความฝันหลุดมือในวันที่คุณเองก็สามารถทำได้ 

 

Source :

http://www.entrepreneurshipinabox.com/740/30-days-start-running-business-part-2/

https://articles.bplans.com/start-a-business-in-30-days/