สังคมไร้เงินสดใกล้ความจริง เมื่อธุรกิจค้าปลีกรับชำระเงินด้วย Bitcoin

ในช่วงปีที่ผ่านมา กระแสของ Cryptocurrency ทะยานแตะจุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากที่เป็นเพียงความสนุกของเหล่า Geek ก็แพร่กระจายสู่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ นักลงทุน และผู้คนทั่วไป

ขนาดที่ว่าคนที่ไม่สนใจการลงทุน ก็ยังต้องได้ยินข่าวคราวและทำความรู้จักกับพวกมันผ่านคอนเทนต์บนฟีดมาบ้างว่ามันเป็นเงินดิจิทัลที่มีหลายสกุลเงิน มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยเงินจริงๆ จนเกิดลักษณะเก็งกำไรคล้ายกับตลาดหุ้น และมีการลงทุนกับระบบ Cryptocurrency จากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากมายด้วยจำนวนเงินมหาศาล เพราะเชื่อว่ามันจะเป็นฐานให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจและเป็นคำถามที่เกิดขึ้นหลังจาก Cryptocurrency เริ่มแพร่หลาย คือ ถ้ามันมีค่าจริงๆ มีคนใช้เงินเพื่อแลกกับเงินดิจิทัลเหล่านี้จริงๆ แล้ว มันจะสามารถพัฒนาไปอีกขั้นและใช้จับจ่ายในชีวิตประจำวันได้หรือไม่?

เราอาจจะไม่ต้องรอพิสูจน์คำตอบนานมากอย่างที่เคยคิดแล้ว เพราะปัจจุบัน Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลยอดนิยมที่มีผู้ใช้มากเป็นอันดับต้นๆ และมีมูลค่าสูงราวๆ 6,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 1 Bitcoin ได้ทำให้ธุรกิจค้าปลีกเกิดความตื่นตัว ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่เช่น Expedia บริการรับจองโรงแรมก็รับชำระเงินด้วย Bitcoin ก่อนจะจ่ายเงินจองที่พักให้คุณด้วยเงินสด (แต่บางโรงแรมก็รับ Bitcoin เองเลยก็มี) หรืออย่าง Microsoft และ Subway ต่างก็มองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ในอนาคต จึงหันมาเปิดรับชำระค่าบริการและสินค้าด้วย Bitcoin ผ่านช่องทางที่แตกต่างกันไป

เอาเข้าจริงแม้แต่มหาวิทยาลัยในหลายๆ แห่งของโลกเช่น King’s College ในนิวยอร์ก หรือโรงเรียนสอนดนตรี KPN ในกรุงเทพฯ เองก็เปิดรับชำระค่าเล่าเรียนด้วย Bitcoin แล้วด้วยซ้ำ

โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่เปิดรับชำระเงินด้วย Bitcoin เพิ่มมากขึ้นถึง 30.3% จากปี 2016 ปริมาณการซื้อขายด้วย Bitcoin เติบโตขึ้นถึง 2,000% เมื่อเทียบกับปี 2013 ซึ่งสถิติ 2 ชิ้นนี้จาก Netcents ผู้ให้บริการ E-Wallet สำหรับสกุลเงินดิจิทัลเจ้าใหญ่ก็ยิ่งการันตีถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคตอีกด้วย

ความตื่นตัวที่ทำให้ธุรกิจค้าปลีกกล้าที่จะรับชำระเงินด้วย Bitcoin นั้น ก็เป็นเพราะเทคโนโลยี E-Payment ที่เข้ามารองรับได้อย่างทันท่วงที ซึ่งก็เคยเป็นปัญหาสำหรับฝั่งผู้บริโภคก่อนหน้านี้ว่าเราจะเอาเงินดิจิทัลเหล่านี้ไปใช้ที่ไหน จะใช้จ่ายทันทีเหมือนเงินสดได้อย่างไร เมื่อระบบพร้อม การเกิดขึ้นของธุรกิจ e-wallet จึงเติบโตตามมาติดๆ โดยตัวเลขรายได้ของธุรกิจ E-Wallet ในปี 2017 นั้นก็สูงจนใจหาย เพราะมันมากถึง 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้อีกด้วย ทำให้มีการคาดการณ์ว่า ระบบการชำระเงินในยุคถัดไป จากที่เคยเป็นพื้นที่ของบัตรเครดิตและเดบิตถึง 42% นั้น ในปี 2021 อาจจะเหลือแค่ 23% ในขณะที่ E-Wallet จะครอบครองตลาดถึง 46%

ส่วนอุปสรรคที่ขัดขวางความเป็นไปได้ในการใช้สกุลเงินดิจิทัลในชีวิตประจำวันก็ยังมีอยู่หลักๆ 3 เรื่อง

  1. ความผันผวนของค่าเงิน ยกตัวอย่าง Bitcoin ในปี 2017 มีมูลค่าเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาตั้งแต่ 1,000 ไปจนถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการแลกเปลี่ยน
  2. ใช้เวลาในการทำธุรกรรมนาน โดยเฉลี่ยแล้ว การยืนยันธุรกรรมการแลกเปลี่ยน Bitcoin นั้นอยู่ที่ประมาณ 30 นาที แต่ในคราวที่มีธุรกรรมเข้ามามากๆ ก็เคยใช้เวลานานถึง 41 ชั่วโมง อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2018
  3. ค่าธรรมเนียมสูง โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็เคยดีดสูงกลับไปที่ 40 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งความผันผวนของค่าธรรมเนียมก็เป็นอีกอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้เงินดิจิทัลยังไม่เหมาะที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน

อุปสรรคเหล่านี้เป็นโจทย์ที่บริษัทผู้สร้างสกุลเงินดิจิทัล และผู้ให้บริการ E-Payments ต่าง ๆ พยายามแก้ไขกันอยู่ ทั้งการลดค่าธรรมเนียมและเวลาในการทำธุรกรรม อีกทั้งความปลอดภัย (เพราะอย่าลืมว่ามันเป็นการทำธุรกรรมที่ไม่มีผู้เก็บข้อมูลกลางอย่างธนาคาร) เพื่อการันตีความมั่นคงให้กับกลุ่มผู้ค้าปลีก ซึ่งหากแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ก็อาจจะช่วยให้ผู้คนหันมาสนใจใช้เงินดิจิทัลมากขึ้นอีก

ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องยอมรับว่านี่ยังเป็นสิ่งใหม่บนโลกใบนี้ นั่นหมายถึงว่ายังมีพื้นที่สำหรับการแข่งขัน มีพื้นที่สำหรับการพัฒนาและปรับปรุงอีกมาก โอกาสและความเป็นไปได้ยังมีอยู่เสมอ ระหว่างทางอาจจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้อีกนับไม่ถ้วน

ทุกอย่างเป็นไปได้แม้แต่การก้าวเข้าสู่ Cashless Society หรือสังคมไร้เงินสด ที่ยากจะจินตนาการถึงเมื่อ 10 ปีก่อน ที่รู้ตัวอีกที เราก็สามารถซื้อกาแฟ จ่ายเงินร้านข้าวแกงด้วยการแสกน QR Code ผ่านระบบ E-Payment ของธนาคารได้แล้ว

เมื่อทุกอย่างเข้ามาใกล้ตัวขนาดนี้แล้ว คงไม่ใช่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่ หรือสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่ต้องเรียนรู้เพื่อความก้าวหน้าเท่านั้น แต่ธุรกิจขนาดเล็กก็ต้องศึกษาข้อมูลเพื่อเตรียมปรับตัว และหาโอกาสใหม่ๆ ก่อนที่จะสายเกินไปเช่นกัน