พลิกโฉมวงการค้าปลีกสู่ดิจิทัล กับ 6 นวัตกรรมจาก 6 แบรนด์ดัง

นวัตกรรม คือการสรรสร้างสิ่งใหม่ทั้งด้านแนวคิด การผลิต หรือแม้แต่กระทั่งการจัดการระบบต่างๆทั้งในและนอกบริษัท มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอตามการพัฒนาของยุคสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์

Steve Jobs เคยกล่าวเอาไว้ว่านวัตกรรมเป็นสิ่งที่แยกผู้นำกับผู้ตามออกจากกัน เราคงเห็นได้ชัดจากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันแล้วว่าเหล่าผู้นำและผู้ตามมีความห่างกันมากเพียงไร และหนึ่งในสิ่งที่แบ่งแยกทั้งสองฝ่ายเอาไว้ก็ไม่ผิดจากคำพูดของ Jobs เท่าใดนัก

สำหรับวงการค้าปลีกก็เช่นกัน ที่แต่และบริษัทล้วนต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาเพื่อมัดใจลูกค้า เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าแบรนด์ของเราจะคงอยู่และเติบโตต่อไปได้ และนี่ คือตัวอย่างของนวัตกรรมที่พลิกโฉมวงการค้ามาแล้วในช่วงปี 2017

ทำรองเท้าด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ : Adidas

Adidas Futurecraft 4D เป็นการนำเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เข้ามาช่วยในการสร้างรองเท้า โดยเทคโนโลยีดังกล่าวทำให้ทางบริษัทสามารถเข้าถึงดีไซน์รองเท้าใหม่ๆได้ รวมถึงสามารถปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น ทาง Adidas ได้ทำการผลิต Futurecraft 4D ขึ้นมาเป็นจำนวน 5,000 คู่ในปี 2017 และวางแผนจะผลิตให้มากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อในอนาคต

ข้อดี : รองเท้ารุ่นนี้มีจุดเด่นคือสามารถผลิตได้อย่างรวดเร็วและสามารถปรับแต่งได้ตามผู้ใช้งาน อีกทั้งยังมีดีไซน์ที่หลากหลายเนื่องจากสร้างด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ

“มันเป็นสัมผัสที่เยี่ยมมากตอนคุณวิ่งแล้วรองเท้าของคุณรองรับเท้าได้อย่างพอดิบพอดี มันสุดยอดมาก”

บริการส่งของถึงตู้เย็น : Walmart

Walmart เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และให้พนักงานนำมาส่งถึงในตู้เย็นได้ ฝั่งพนักงานจะได้รับโค้ดเปิดประตูแบบ Smart-lock ที่สามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวเพื่อเข้ามาในบ้านเพื่อส่งของ โดยลูกค้าสามารถดูการส่งของผ่านกล้องที่ติดตั้งอยู่ภายในบ้านได้ว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ แม้ว่าจะอยู่ที่ทำงานหรือที่ใดก็ตาม

ข้อดี : นวัตกรรมนี้เพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ที่ทำงานจนไม่มีเวลาว่างออกไปซื้อของด้วยตนเอง สามารถติดตามการส่งของได้แม้ว่าเราจะไม่อยู่บ้านก็ตาม

“มันเป็นสิ่งที่ดีนะ ในเวลาที่คุณเหนื่อยๆแล้วคุณกลับมาเจออาหารสดใหม่ในตู้เย็นของคุณโดยไม่ต้องออกไปซื้อเอง”

ลองชุดถึงบ้านก่อนจ่าย : Amazon

Amazon Wardrobe เป็นบริการใหม่จากทาง Amazon โดยลูกค้าจะทำการสั่งของจาก Amazon ตามปกติ แต่ต่างตรงที่ว่านี่ไม่ใช่การซื้อ แต่เป็นการสั่งมาลองถึงบ้าน โดยสามารถลองได้ถึง 7 วัน หากไม่ถูกใจก็สามารถใส่กล่องส่งคืน Amazon ได้

โดย Amazon ยังมี Echo Look ที่สามารถ่ายรูปของคุณและอัพโหลดเพื่อขอคำแนะนำด้านแฟชั่นได้ โดย AI ของ Echo จะอิงข้อมูลมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นโดยตรง

ข้อดี : นวัตกรรมดังกล่าวเป็นการปิดหนึ่งในจุดอ่อนการค้าปลีกในโลกออนไลน์ ที่ผู้ซื้อไม่อาจเห็นของก่อนหรือลองด้วยตัวเองได้ อีกทั้งยังมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญต่างๆผ่าน AI ของ Amazon ทำให้ผู้ซื้อมั่นได้ว่าได้รับของมีคุณภาพ และเหมาะกับตนเองที่สุด

“ข้อดีของ Amazon Wardrobe คือการทดลองความเข้ากันของชุดด้วยตัวเอง เช่นเสื้อเข้ากับเนคไทใหม่หรือไม่ รองเท้าแบรนด์นี้เข้ากับเรามั้ย และถ้าไม่ถูกใจก็สามารถคืนของได้ทันที”

ร้านค้าไร้พนักงาน : Amazon

ร้านดังกล่าวมีชื่อว่า Amazon Go ที่มีการเปิดให้คนทั่วไปใช้อย่างจริงจังได้ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยลูกค้าที่จะซื้อของต้องโหลดแอปพลิเคชั่น Amazon Go และมีบัญชีของ Amazon ก่อนเพื่อสามารถเข้าไปในร้านได้

ทันทีที่หยิบของ กล้องและเซนเซอร์อื่นๆภายในร้านจะทำการตรวจสอบสินค้าและผู้หยิบ รวมถึงคิดคำนวณเงินอัตโนมัติ ผู้ซื้อสามารถเลือกของต่างๆที่ต้องการและเดินออกจากร้านได้เลย โดยระบบของ Amazon จะทำการคิดเงินและหักเงินให้เองเมื่อออกไปแล้ว

ข้อดี : ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเสียเวลาต่อแถวคิดเงินนาน ไม่จำเป็นต้องพกเงินสด ขอแค่มีมือถือที่ลงแอปพลิเคชั่น Amazon Go เท่านั้น

“มันดีมากเวลาคุณไม่ต้องต่อแถวยาวๆเพื่อซื้อของ พนักงานที่อยู่ตามจุดต่างๆก็เป็นมิตรและช่วยอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี”

เมคอัพผ่านจอ : Sephora

Sephora virtual artist ทำให้คุณสามารถลองแต่งหน้าผ่านแอปพลิเคชั่นได้ เพียงการถ่ายรูป และเลือกเครื่องสำอางที่เป็นสินค้าจริงๆจาก Sephora ซึ่ง AI จะช่วยจัดวางตำแหน่งเครื่องสำอางบนใบหน้าคุณอย่างถูกต้อง และสามารถถ่ายรูปไว้เปรียบเทียบเป็นหน้าจอแยกระหว่างก่อนและหลังเมคอัพได้อีกด้วย

ข้อดี : นวัตกรรมนี้เปิดโอกาสให้ลูกค้าให้ลองสิ่งที่ใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุดแม้ว่าจะอยู่ภายในบ้าน เปิดโอกาสให้เลือกเครื่องสำอางที่ถูกใจได้มากขึ้นโดยไม่ต้องสนว่าลองมากหรือน้อยจนเกินไป

“ความสำคัญของแอปนี้คือคุณไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านเพื่อไปลองเครื่องสำอาง และหวังว่าแอปพลิเคชั่นดังกล่าวจะมีการอัพเกรดในด้านต่างๆมากขึ้น”

สินค้าราคาถูกด้วยการเปลี่ยนจัดการ : Lidl

Lidl ร้านค้าปลีกสัญชาติเยอรมันได้ใช้การจัดการรูปแบบใหม่อย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นที่ใดนัก คือ เน้นด้านการจัดหมวดหมู่สินค้า และมีการเน้นสินค้าแบบลิมิตหมดแล้วหมดเลย เพื่อจูงใจให้ลูกค้าซื้อไม่ให้สินค้าค้างสต็อก ใช้พนักงานค่าแรงต่ำแต่แลกด้วยความยืดหยุ่นของเวลางาน และมีเทคโนโลยีการจัดการสินค้าออนไลน์ควบคุมหลังบ้าน

ข้อดี : ลูกค้าได้สินค้าถูกลงมาก สินค้าบางตัวของ Lidl นั้นมีราคาถูกกว่า Walmart ที่เป็นคู่แข่งถึง 50% ทีเดียว จากการเปลี่ยนระบบการจัดการ ทำให้ลูกค้าของ Lidl เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย แม้ว่าจะไม่ลงทุนโฆษณามากนักก็ตาม

“ของทุกอย่างมันสดและดีเกินคาด ทั้งๆที่ร้านอื่นมีราคาสูงกว่านี้สองเท่า แถมพนักงานยังมีการบริการอย่างดีด้วย”

ตลาดการค้าปลีกไม่ได้กำลังจะตาย มันแค่ย้ายที่ไปในโลกออนไลน์และเริ่มยืดหยุ่นมากขึ้น มีการคาดการณ์ว่าส่วนแบ่งของตลาดออนไลน์จะเพิ่มขึ้นเป็น 8.2% และผู้ประกอบการใหม่ๆจำต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์รวมถึงนวัตกรรมเพื่อความอยู่รอด

หลายบริษัทที่เคยรุ่งเรืองในอดีตต่างล้มหายตายจากไปเมื่อมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานยืนยันว่า หากอยากคิดทำอะไรให้ยั่งยืนควรปรับ เปลี่ยน และสรรสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา

ก่อนที่คุณจะกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่หายไปกับกระแสเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้าใส่ในปัจจุบัน