คลื่นลูกใหม่ ‘Big Data’ กับ 5 เหตุผลทำไมธุรกิจต้องมีสิ่งนี้

หลายปีที่ผ่านมาในแวดวงธุรกิจมีหัวข้อการพูดคุยที่เรียกว่า Big Data มาอย่างต่อเนื่อง คลื่นลูกใหม่แห่งวงการ Digital Marketing ชนิดนี้ แม้จะมีการพูดถึงอยู่มาก แต่คนที่เข้าใจจนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้กลับมีวงแคบกว่าที่คิด

หากจะให้อธิบายอย่างคร่าว ๆ Big Data ก็มีความหมายตรงตัวว่า “ข้อมูลขนาดยักษ์” รูปแบบของมันคือมวลข้อมูลจำนวนมหาศาล หากมองเป็นภาพกว้างมหาศาลในที่นี้คือมากเสียจนซอฟต์แวร์ หรือฮาร์ดแวร์ธรรมดาไม่สามารถจัดเก็บและประมวลผลมันได้ แต่ไม่ใช่ว่าข้อมูลทุกอย่างจะเรียกว่า Big Data ไปเสียหมด รูปแบบของมันอธิบายได้ด้วยองค์ประกอบ 3 ข้อ ได้แก่ Volume, Velocity และ Variety ซึ่งก็คือ Big Data ต้องมีขนาดใหญ่ (มาก) จนไม่สามารถประมวลผลข้อมูลได้ด้วยระบบฐานข้อมูลปกติ ต้องมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และต้องมีรูปแบบหลากหลาย ไม่จำกัดอยู่แค่รูปแบบของข้อความ อีเมล์ รูปภาพ ฯลฯ แต่ยังรวมถึงข้อมูลขนาดเล็กอื่น ๆ ที่เมื่อรวมกันแล้วมีปริมาณมหาศาล

แล้ว Big Data สำคัญอย่างไรกับธุรกิจ? ทำไมหลายองค์กรจึงควรหันมาสนใจเทคโนโลยีชนิดนี้?

มองง่าย ๆ ว่าต่อไปนี้โลกจะถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมหาศาล การพัฒนาของเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด มีอุปกรณ์ไฮเทคจำนวนมากที่พร้อมจะผลิตข้อมูลออกมาสู่สารบบของโลกมากขึ้น ข้อมูลจำนวนมากมายจนน่าปวดหัวนี้ ถ้ามันคงอยู่ในระบบเฉย ๆ ก็คงไม่ได้มีมูลค่า หรือส่งผลดีผลเสียอะไรกับเรานัก แต่ในเชิงธุรกิจ หากมีการนำข้อมูลไปศึกษา และวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ แน่นอนว่ามันสามารถสร้างคุณประโยชน์ได้อย่าง มหาศาล ให้กับองค์กรไม่ต่างจากคำนิยามของมัน

ผลสำรวจล่าสุดจาก Statista รายงานว่า ผลตอบแทนที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลและใช้งาน Big Data ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2015-2017 กำลังมีแนวโน้มสูงขึ้นในทุก ๆ ปี โดยคาดว่าจะสามารถพุ่งสูงถึง 210,000 ล้านดอลลาร์ได้ในปี 2020 โดยเหล่าบริษัทค้าปลีกที่เลือกใช้ประโยชน์จากศักยภาพของการวิเคราะห์ Big Data สามารถทำกำไรให้องค์กรจากข้อมูลเหล่านั้นได้สูงถึง 60 % นอกจากนี้ในแวดวงธุรกิจสุขภาพที่ใช้ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ Big Data ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการวางแผน และการลงทุนไปได้ถึง 3 แสนดอลลาร์ต่อปี

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากหลาย ๆ องค์กรจะพยายามควานหาตัวผู้เชี่ยวชาญมาทำอะไรสักอย่างกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่รอวันนำไปใช้ประโยชน์ ข้อมูลจาก indeed.com หนึ่งในเว็บไซต์หางานที่ได้รับความนิยมที่สุดในสหรัฐฯ พบว่าความต้องการ “Data Scientist” หรือ ผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูล ของบริษัทต่าง ๆ กำลังพุ่งสูง ในปี 2014 – 2017 ด้าน IBM คาดการณ์ว่าความต้องการนี้จะยังเพิ่มขึ้นอีกกว่า 39% ในช่วงปี 2015 – 2020

และนี่คือ 5 เหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมในแง่ธุรกิจ Big Data จึงกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าน้ำมัน

Big Data ช่วยให้คุณเข้าใจ ‘สภาวะตลาด’

การนำข้อมูลมาวิเคราะห์จะทำให้เข้าในสภาพปัจจุบันของตลาด การสำรวจพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค จะทำให้รู้ได้ว่าสินค้าชนิดใดขายได้มาก-น้อย สินค้าชนิดใดขาดตลาด หรือกำลังเป็นที่ต้องการในอนาคต บริษัทสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวางแผน เพื่อปรับกลยุทธ์การทางตลาดของตัวเอง เช่นเดียวกับ Domino’s Pizza ที่นำเทคโนโลยี Splunk ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้ในระบบบริหารจัดหารขององค์กร มันจะช่วยแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับยอดขาย วิเคราะห์เปรียบเทียบว่าเหตุการณ์ปกติหรือไม่ และมีแนวโน้มว่าสินค้าอะไรที่กำลังจะขายดี หรือช่วงไหนที่จะขายดีบ้าง เพื่อให้บริษัทสามารถกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้

Big Data ช่วยให้คุณเข้าใจ ‘กลุ่มลูกค้า’

ไม่เพียงแต่องค์กร หรือหน่วยงาน ที่ป้อนข้อมูลต่าง ๆ ไว้ในสารบบของอินเตอร์เน็ต ผู้คนเองก็บรรจุความเป็นตัวตน ความต้องการต่าง ๆ เอาไว้ในนั้นเช่นกัน การวิเคราะห์ข้อมูลของผู้บริโภค เช่น ศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจซื้อสินค้า ความต้องการ รวมไปถึงแนวโน้มในการซื้อสินค้าใกล้เคียง จะทำให้บริษัทสามารถทำนายพฤติกรรมของผู้บริโภค และประมวลผลเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด เหมือนกับการที่ Wal-Mart ร้านค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่หลังจากหันมาลงสนามสู้ในศึกออนไลน์ ก็ได้เริ่มเก็บข้อมูลการใช้จ่าย และพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าแบบ Realtime และนำมาวิเคราะห์เพื่อเสนอโปรโมชั่นที่เข้ากับการช้อปของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม ทำให้วอลมาร์ตที่เคยถูกร้านค้าออนไลน์ช่วงชิงยอดขายจนผลประกอบการตกตํ่าลงตลอด 10 ปี สามารถพลิกกลับมาเพิ่มยอดขายและทำกำไรอย่างแข็งแกร่ง

Big Data ช่วยให้คุณ ‘ปรับปรุงภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์’

ทุกวันนี้บริษัทไหน ๆ ก็จำเป็นต้องมีช่องทางออนไลน์ในการให้ข้อมูลข่าวสาร และติดต่อกับกลุ่มลูกค้า ช่องทางเหล่านี้นอกจากจะใช้เป็นหน้าเป็นตาขององค์กรแล้ว ก็ยังช่วยให้องค์กรสามารถเก็บรวบรวมความคิดเห็น และข้อมูลเชิงพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น การรีวิวสินค้า การแชร์ภาพประสบการณ์ที่ได้รับ การแนะนำและบอกต่อ รวมถึงการกล่าวชม วิจารณ์ และการแสดงความพอใจ และไม่พอใจต่อแบรนด์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงทั้งตัวสินค้า และบริการให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

Big Data ช่วยให้คุณ ‘รับมือกับอนาคต’

การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลแวดล้อมจำนวนมาก ๆ จะทำให้องค์กรสามารถเข้าใจสภาพปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นกับองค์กร รวมถึงวิเคราะห์ที่มาที่ไปเพื่อหาสาเหตุของสภาวะนั้น ๆ และต่อยอดข้อมูลจนสามารถคาดการณ์แนวโน้มของปัญหาที่จะเกิด หรือแม้แต่ทำนายความเป็นไปของตลาด ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้จะนำไปสู่การปรับตัวของธุรกิจ การเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการ และวางแผนกุลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นได้ชัด คงหนีไม่พ้นเหล่าองค์กรด้านการเงิน การลงทุน และการซื้อขายหุ้นต่าง ๆ เช่น ‘WorldQuant’ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้าน Quantitative Trading ที่นำเอาข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเงินและ Financial Instruments มาวิเคราะห์ และสร้าง Model คณิตศาสตร์เพื่อทำนายราคาหลักทรัพย์ในอนาคต และช่วยตัดสินใจในการลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบรับที่คุ้มค่าและไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูง

Big Data ช่วยให้คุณ ‘ประหยัดค่าใช้จ่าย’

การเริ่มต้นศึกษา และว่าจ้างบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับ Big Data ย่อมมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะจะช่วยลดภาระการทำงานของบุคลากรด้าน IT ทั้งยังประหยัดเวลากว่า และยังสามารถมีฐานข้อมูลที่ละเอียด แม่นยำ มาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในส่วนอื่นได้อีกมาก นับว่าเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการขององค์กรในระยะยาว อย่างกรณี Splunk ของ Domino’s Pizza ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปกว่า 3 แสนเหรียญโดยใช้เวลาไม่นาน ทั้งยังลดทอนเวลาในการซ่อมแซมแก้ไขปัญหาเชิงระบบต่าง ๆ จาก 2 – 3 ชั่วโมง เหลือเพียงไม่ถึง 5 นาทีอีกด้วย

Big Data จึงไม่ใช่เพียงเรื่องขององค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป เพราะแม้ชื่อของมันจะหมายถึงกลุ่มข้อมูลขนาดยักษ์ มีรายละเอียดเยอะจนต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่รูปแบบวิธีคิด และกระบวนการนำไปใช้ประโยชน์ก็ยังเป็นสิ่งที่องค์กรขนาดเล็ก สามารถนำไปใช้ในตลาดของตัวเองได้ ผลการวิเคราะห์จากข้อมูลเหล่านี้จะนำไปสู่การทำแผนการตลาดที่มีประสิทธิภาพ โอกาสในการสร้างผลกำไร การให้บริการที่ดีมากขึ้น การปรับเปลี่ยนแผนการทำงานที่เหมาะสม รวมถึงสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง และผลประโยชน์ด้านอื่น ๆ อีกมาก

ในประเทศไทยหลายองค์กรก็เริ่มเล็งเห็นความสำคัญของ Big Data กันแล้ว ที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็นสงครามฟรีค่าธรรมเนียมของเหล่าธนาคารเมื่อไม่นานมานี้ ที่นอกจากจะมีเป้าหมายในการรักษาฐานลูกค้าเดิม และเพิ่มลูกค้าใหม่แล้ว สิ่งสำคัญยังมี Big Data มาเป็นข้อมูลในการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตความสำคัญของข้อมูลข่าวสารจะมีค่ามากแค่ไหนในระบบเศรษฐกิจ เพราะใครที่สามารถก้าวเข้าถึงข้อมูล รวบรวมและนำมันมาวิเคราะห์ จนสามารถควบคุมตลาดได้ก่อน ก็ย่อมมีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย